สำรวจ

How to ดู คลองชลประทานโบราณ

ในทางโบราณคดี นอกจากโบราณสถาณและโบราณวัตถุ ที่มีให้สำรวจ-ขุดค้นกันอย่างไม่หวาดไม่ไหว อีกหนึ่งตัวละครที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ระบบชลประทาน (irrigation system) หรือ คลองขุดโบราณ ซึ่งมันก็ไม่ยากที่จะแยกหรอก หากสิ่งปลูกสร้างในอดีต เช่น ปราสาท สถูป เจดีย์ ฯลฯ ไม่ได้ถูกใช้แล้วในปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นก็จะถูกนิยามเป็นโบราณสถาณ เปิดทางให้นักโบราณคดีเข้าพื้นที่สำรวจกันได้ง่ายๆ แต่ใครจะไปรู้ หลายสิ่งที่เรายังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เป็นตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาใช้ตั้งแต่อดีต และปัจจุบันก็ยังถูกใช้สืบต่อกันมา เช่น หลายหมู่บ้านที่เห็นๆ กันอยู่ในปัจจุบัน อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีคูน้ำขุดล้อมรอบ ซึ่งแทบทั้งนั้น…เป็นชุมชนโบราณ

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงคูน้ำล้อมรอบ ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นชุมชนโบราณ อย่างไรก็ตามจากภาพถ่ายดาวเทียมก็พบชุมชนปัจจุบันอาศัยทับอยู่ในชุมชนโบราณเช่นกัน

คลองส่งน้ำก็เช่นกัน หากมองผิวเผินในหลายพื้นที่ เราอาจจะคิดว่าคลองเหล่านี้ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่หากสังเกตุดีๆ อย่างมีหลักการ เราจะแยกได้ว่า ลำน้ำเหล่านี้เกิดจากมนุษย์ในอดีตสร้างขึ้น เพื่อให้การศึกษาระบบการจัดการน้ำโบราณเป็นไปได้อย่างสะดวกขึ้น การสกัดคัดแยกคลองส่งน้ำโบราณ ออกจากลำน้ำธรรมชาติ หรือคลองส่งน้ำในปัจจุบัน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น บทความนี้จึงตั้งใจที่จะเซ็ตหลักการ ในการที่จะบอกว่าแหล่งน้ำหรือลำน้ำนั้นเป็นธรรมชาติ หรือเป็นของเก่าขุดขึ้นในอดีต ซึ่งก็ดูได้ไม่ยาก จากหลักการแค่ 3 ข้อ ก็พอ

ภาพหน้าปกวารสารเมืองโบราณ ฉบับปีที่ 42 ฉบับที่หนึ่งพ.ศ. 2561 แสดงให้เห็นระบบคูน้ำล้อมรอบเมืองศรีเทพและคันดินทางตอนเหนือเพื่อเบี่ยงน้ำในการบริหารจัดการน้

1) คันดินสูงกลางที่ราบ

ข้อนี้ง่าย ลำน้ำส่วนใหญ่ที่เห็นในประเทศไทยมักจะไหลอยู่ตามที่ ราบน้ำท่วมถึง (floodplain) แต่หากมีคันดินขนาบคร่อมร่องน้ำทั้ง 2 ข้าง นั่นหมายความว่ามนุษย์ขุดขึ้น จะโบราณในโบราณเดี๋ยวว่ากันอีกที

แต่เดี๋ยวก่อน !!! หากผู้อ่านท่านใดมีความรู้ทางด้านกระบวนการทางน้ำอยู่บ้าง ก็อาจจะแย้งว่าคันดินที่เห็นอาจจะเป็นเพราะธรรมชาติก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมนุษย์ขุดขึ้นเสมอไป เพราะในฤดูน้ำหลาก เมื่อน้ำไหลมามากเกินกว่าที่ร่องน้ำจะรับได้ มวลน้ำนะเอ่อล้นริมตลิ่งและท่วมบริเวณที่ราบน้ำท่วมถึงด้านข้าง ซึ่งน้ำที่เคยไหลแรงในร่องน้ำ เมื่อเริ่มเอ่อล้น น้ำจะลดความเร็วลงทันที ผลจากการลดความเร็วจากน้ำแรงในร่อง เป็นเอ่อล้นบ่าทุ่ง ตะกอนที่ถูกพัดพามาตามธารน้ำจะตกลงทับถมทันทีตามขอบของร่องน้ำ เกิดเนินทรายคล้ายกับคันดินขนาบไปตามร่องน้ำ เรียกว่า คันดินธรรมชาติ (natural levee)

กระบวนการเกิดคัดดินธรรมชาติ

แต่ก็นั่นแหละครับ ก็ยอมรับว่าคันดินเกิดตามธรรมชาติได้ แต่สเกลต้องเป็นระดับ แม่น้ำ (river) ขนาดใหญ่ หาใช่ ธารน้ำ (stream) หรือ คลองไส้ไก่ ที่เราคิดว่าจะเป็นคลองชลประทาน ดังนั้นถ้าเรามองแม่น้ำ แล้วเจอคันดิน ก็น่าจะเป็นคันดินธรรมชาติทั่วๆ ไป แต่ถ้าเจอคลองไส้ไก่ แล้วเจอคันดิน ผมขออนุญาตฟันธงว่าเป็น คลองคนขุด เชื่อผม ผมเรียนมา 🙂

คันดินธรรมชาติ (natural levee) โดยส่วนใหญ่มีต้นไม้หนาแน่น เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมตัวของดินอุดมสมบูรณ์และชุ่มชื้นใกล้น้ำ

2) คดๆ แบบ ตรงๆ

บริเวณ ที่ราบน้ำท่วมถึง (floodplain) ซึ่งเป็นพื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำ เอาไว้ทำนาทำไร่ ทั้งในปัจจุบันและอดีต ธารน้ำส่วนใหญ่จะเป็น ธารน้ำโค้งตวัด (meandering stream) ต้องสปอยล์กันอย่างนี้ก่อนว่าน้ำพื้นผิวเค้าจะมีนิสัยตายตัวคือถ้าอยู่ในพื้นที่สูงชันเขาจะไหลทะลักและกัดกลอนในแนวดิงถ้าน้ำส่วนใหญ่จึงเป็นทานน้ำที่ตรงแต่ถ้าน้ำไหลเข้าพื้นที่ราบเรียบอย่างที่ราบน้ำท่วมถึงทานน้ำจะมีการกัดกลอนในแนวราบซ้ายขวามากกว่าแนวดิงทำให้ธารน้ำ มีการโค้งตวัดไปมา “ตลอดทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดหาง”

ลักษณะการกวัดแกว่งของทางน้ำโค้งตวัด กัดกร่อนจนเกิดเกิดที่ราบน้ำท่วมถึง

ผลจากความเร็วของน้ำที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทำให้บริเวณโค้งนอกถูกกัดกร่อนได้ง่ายจนทำให้เกิดเป็น ตลิ่งชัน (cut bank) ในขณะที่โค้งในของธารน้ำซึ่งมีความเร็วการไหลของน้ำที่ต่ำ จะเป็นแหล่งสะสมตัวของตะกอนพอกอยู่ริมตลิ่ง เรียกว่า เนินทรายริมตลิ่ง (point bar) ซึ่งเมื่อมีการกัดกร่อนและการสะสมตัวไปอย่างต่อเนื่อง ธารน้ำจะโค้งตวัดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดการตัดธารน้ำ โดยจะแยกธารน้ำโค้งตวัดเดิมออกจากธารน้ำหลัก เกิดเป็นทะเลสาบรูปร่างคล้ายกับแอกเทียมวัว เรียกว่า ทะเลสาบรูปแอก (oxbow lake)

ลักษณะการกวัดแกว่งของทางน้ำโค้งตวัด และการเกิดทะเลสาบรูปแอก

ประเด็นชวนสังเกตของคลองขุดโบราณคือส่วนใหญ่ตลอดตัวจะเป็นแนวเส้นตรงแต่เมื่อดูภายในตัวเค้าจะคตเคี้ยวเว่อร์ๆ อย่างกับเป็นธารน้ำโค้งตวัดร่างสุดท้าย แต่ก็กลับไม่มีทะเลสาบรูปแอคเหลือร่องรอยเอาไว้เลยถ้ามาทรงนี้ เป็นผมก็พูดได้เต็มที่ว่า 1) เป็นคลองขุด เพราะตลอดตัวเป็นแนวเส้นตรง และ 2) คลองขุดนั้นเป็นคลองโบราณ เพราะด้วยเวลาที่ผ่านมา บวกกับนิสัยของน้ำแถวที่ราบน้ำท่วมถึงนี้ ที่อยากตวัดอยู่แล้ว ทำให้ภายใต้แนวเส้นตรงนั้น มีความคด โค้งตวัดอยู่

กรณีศึกษาระบบชลประทานพนมรุ้ง

ลักษณะคลองที่ไหลมาจากเขาพนมรุ้ง มุ่งสู่ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ แสดงให้เห็นถึงความตรงทั้งตัวของคลอง แต่มีการคดเคี้ยวภายในตัวคลอง บ่งชี้ว่า 1) เป็นคลองคนขุด เพราะตัวตรง และ 2) เป็นคลองโบราณ เพราะความคดภายในตัวคลอง

เอาจริงๆ ถ้าเราสามารถหาอัตราการโค้งตวัด หรืออัตราการสะสมตัวของตะกอนบริเวณโค้งใน หรือที่เรียกว่า เนินทรายริมตลิ่ง (point bar) ได้ เราก็สามารถย้อนเวลากลับไปได้ว่า คลองนี้เคยเป็นเส้นตรงเมื่อตอนไหน ขุดกันตั้งแต่เมื่อไหร่

3) ลำน้ำปีนแผ่นดิน

ในทางธรณีวิทยา ลำน้ำ (stream) กับ ร่องน้ำ (valley) ไม่เหมือนกัน ลำน้ำ (stream) คือ บริเวณที่น้ำไหล

กรณีศึกษาระบบชลประทานพนมรุ้ง
กรณีศึกษาระบบชลประทานศรีเทพ

ดัชนีความไม่สมมาตรของแอ่งรับน้ำ (Drainage Basin Asymmetry, Af) เป็นค่าดัชนีธรณีสัณฐานชนิดหนึ่งใช้วิเคราะห์และอธิบายรูปแบบที่เป็นไปได้ของการเอียงเทของพื้นดิน ในเชิงปริมาณหรือการให้คะแนนเชิงตัวเลข (Cox, 1994) โดยจากแนวคิดที่ว่าหากแอ่งรับน้ำอยู่ในสภาวะปกติ ระบบธารน้ำควรมีความสมมาตรกัน และแม่น้ำหลักควรจะไหลแบ่งครึ่งหรือตรงกลางระหว่างแอ่งรับน้ำ แต่หากมีกระบวนการทางธรณีแปรสัณฐานเข้ามารบกวน แม่น้ำจะไหลเอียงเทไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งของแอ่งรับน้ำ โดยที่ระดับความเอียงเทของแอ่งรับน้ำนั้นประเมินเป็นตัวเลขได้จากสมการ (4)

สมการ (4)
  • Da คือ คือ ระยะทางจากเส้นกลางของแอ่งรับน้ำ (midline basin) ถึง แนวแม่น้ำ
  • Dd คือ ระยะทางจากเส้นกลางของแอ่งรับน้ำ (midline basin) ถึง ขอบของแอ่งรับน้ำ
(ซ้าย) แบบจำลองแสดงแอ่งรับน้ำในสภาวะปกติ (ขวา) วิธีการตรวจวัดค่าต่างๆ จากภูมิประเทศ ที่ใช้ในการคำนวณดัชนีความไม่สมมาตรของแอ่งรับน้ำ (Cox, 1994)

ดัชนีนี้เป็นวิธีการสำรวจเบื้องต้นเพื่อระบุกระบวนการทางธรณีแปรสัณฐานในเชิงพื้นที่กว้าง (regional tectonic) หรือภาพรวมความเอียงของแต่ละแอ่งรับน้ำ โดยแอ่งที่สมมาตรอย่างสมบูรณ์ T = 0 (หรือ Da = 0) และหากแอ่งรับน้ำยิ่งเอียง ค่า T จะยิ่งใกล้ 1 ซึ่งมีนัยสำคัญว่ามีการเบี่ยงของแม่น้ำอันเนื่องมาจากพื้นเอียง (Davis, 2002)

เพิ่มเติม : 4 วิธี จับพิรุธภูมิประเทศ ด้วยตัวเลข

ภาพหน้าปกวารสารเมืองโบราณ ฉบับปีที่ 42 ฉบับที่หนึ่งพ.ศ. 2561 แสดงให้เห็นระบบคูน้ำล้อมรอบเมืองศรีเทพและคันดินทางตอนเหนือเพื่อเบี่ยงน้ำในการบริหารจัดการน้
Share: