เรียนรู้

สันเขา-เนินเขา (Ridge-Rise) ใต้มหาสมุทร กับการตีความสปีดแผ่นเปลือกโลก

ถ้าสังเกตภาพถ่ายดาวเทียมหรือภาพจากโปรแกรม Google earth ก็จะพบว่าในทุดมหาสมุทรไม่ว่าจะเป็น แปซิฟิคแอตแลนติก หรือแม้กะทั่งมหาสมุทรอินเดีย มักจะมีแนวเส้นที่ขวางอยู่กลางมหาสมุทร ซึ่งในทางธรณีแปลสัณฐานแนวเทือกเขาที่มักจะพาดผ่านกลางมหาสมุทรเหล่านี้ถูกจำแนกเป็นขอบของแผ่นเปลือกโลกที่แยกออกจากกันในระยะหรือสเตทที่สมบูรณ์ที่สุดหรือช่วงปลายของกระบวนการแยกออกจากกัน ซึ่งการศึกษาจากของแฮร์รี่เหตุนักธรณีวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตพบว่าบริเวณตรงกลางของแนวสันเขาต่างๆนั้นมักมีกิจกรรมทางภูเขาไฟเกิดขึ้นมากมายจึงทำให้เชื่อได้ว่าแนวเขาดังกล่าวคือแผ่นเปลือกโลกใหม่ที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากแม็คมาแทรกดันขึ้นมาตามแนวอยู่ตลอดเวลา

เพิ่มเติม : จากห้องทดลองสู่มหาสมุทร จากมหาวิทยาลัยสู่ดงสงคราม – ชีวิตที่ผกผันของผู้พันเฮสส์

เพิ่มเติม : ไวน์ . แมททิว . มอร์เลย์

ในทางภูมิศาสตร์แล้วเขาตั้งมหาสมุทรเหล่านี้จำแนกได้เป็นสองประเภท คือ สันเขาใต้มหาสมุทร (Oceanic Ridge) VS เนินเขาใต้มหาสมุทร (Oceanic Rise)

หลักการเรียกชื่อแนวภูเขาใต้มหาสมุทร

ไม่ว่าจะเป็น สันเขาใต้มหาสมุทร (Oceanic Ridge) หรือ เนินเขาใต้มหาสมุทร (Oceanic Rise)มีความยาวเฉลี่ยของทุกทุกมหาสมุทรประมาณ 65,000 กิโลเมตรและมีความกว้างเฉลี่ยประมาณ 1000 กิโลเมตรและสูงอยู่ในช่วง 1000 ถึง 2000 เมตร ซึ่งโดยส่วนใหญ่หลายคนก็จะติดปากเรียกว่า สันเขากลางมหาสมุทร (Mid-oceanic Ridge, MOR) แต่ถ้าจะเอาเอากันให้ละเอียดจริงๆ 1) แนวภูเขา นั้นมีทั้งสันเขาและเนินเขา 2) แนวภูเขานั้นก็ไม่ได้อยู่กลางมหาสมุทรเสมอไป และ 3) มหาสมุทรก็ไม่ได้มีแค่มหาสมุทรเดียว ทำให้นักธรณีวิทยาจึงเลือกที่จะตั้งชื่อแนวภูเขาที่อยู่ใต้มหาสมุทรนั้นโดยใช้คำสามคำมาประกอบกัน

1) ตรงไหนของมหาสมุทร + 2) มหาสมุทรอะไร + 3) เป็นแนวสันเขาและเนินเขา

ซึ่งเมื่อประกอบร่างกันแล้วก็จะได้คำสามคำซึ่งอธิบายในทางภูมิศาสตร์ของแนวภูเขาใต้มหาสมุทรทั่วโลกโดยแนวภูเขาใต้มหาสมุทรที่สำคัญสำคัญของโลกได้แก่ 1) สันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก 2) สันเขามหาสมุทรอินเดียตะวันออก 3) สันเขามหาสมุทรอินเดียตะวันตก 3) สันเขากลางมหาสมุทรอินเดีย และ 4) เนินเขามหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก

ใส่รูปตรงนี้

สันเขา VS เนินเขา ต่างกันยังไง ?

ฉันเขาแล้วเนินเขานอกจากจะมีความแตกต่างในทางภูมิศาสตร์แล้วการที่จะเป็นเนินหรือเป็นสันได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางธรณีแปลสัณฐานที่แตกต่างกันโดยที่แนวสันเขาเกิดจากการที่แมกมาแทรกตัวเข้ามาพอประมาณทำให้มีการสร้างแผ่นเปลือกโลกใหม่พอสมควร ในขณะที่แนวเนินเขานั้นเกิดจากการแทรกดันของแมคม่าจำนวนมากในอัตราที่รวดเร็วกว่าทำให้เกิดแรงเผือกโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าในเวลาเท่ากันจึงไม่มีเวลาที่จะทำให้มวลของพื้นมหาสมุทรกองอยู่เป็นเนินได้อย่างชัดเจน

ซึ่งในบรรดาแนวภูเขากลางมหาสมุทรที่มีอยู่ในโลกก็เห็นจะมีแนวเนินเขามหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเท่านั้นที่มีศักดิ์ศรีเป็นเนินซึ่งก็หมายความว่า ทั้งแผ่นแปซิฟิกและแผ่นนัดกามีการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่ามหาสมุทรอื่นๆหรือแผ่นอื่นๆและนี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้แผ่นแปซิฟิกเคลื่อนที่ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือและเป็นแผนที่เคลื่อนที่รวดเร็วที่สุดนอกจากนี้แผ่นนัดก้าก็คืนที่ไปทางตะวันออกเฉียงตายซึ่งก็มีอัตราการเคลื่อนที่ที่สูงพอสมควรจนวิ่งเข้าไปชนกับแผ่นอเมริกาใต้จึงทำให้เกิดแผ่นดินไหวหลายต่อหลายครั้งรวมทั้งแผ่นดินไหวที่ใหญ่ที่สุดในโลกขนาด 96 ที่ประเทศชิลี เมื่อปีค.ศ. 1960 กว่า 80 ปีที่ผ่านมา

รูป

หุบเขาลึกกลางมหาสมุทร

นอกจากสันธานหรือภูมิรักหรือภาพรวมของเนินและสันเขากลางมหาสมุทรอ่ะบริเวณตรงกลางของเนินแล้วเขาจะเกิดสถานแคบๆที่เรียกว่าหุบเขาลึกกลางมหาสมุทร (Rift Valley) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการแทรกดันขึ้นมาของแมคม่า ที่ยังใหม่อยู่และมีการสุดตัวกันอย่างเป็นระบบเป็นบล็อกโดยมีความกว้างประมาณ 10 ห้าถึง 50 กิโลเมตรและมีความลึกอยู่ประมาณ 500 ถึง 1500 เมตร โดยระบบการทรุดตัวเป็นรองหกเหวลึกดังกล่าวเกิดจากรอยเลื่อนแบบปกติสุดตัวกันเป็นบล็อกบล็อก

รูป

นอกจากนี้หกครับเหวลึกบริเวณร่องเขากลางมหาสมุทรก็ยังแบ่งย่อยออกเป็นสองประเภทก็คือประเภทที่เคลื่อนที่ช้าและประเภทที่เคลื่อนที่เร็ว

รูป

https://www.sciencedirect.com/topics/earth-and-planetary-sciences/mid-ocean-ridge

. . .
บทความล่าสุด : www.mitrearth.org
เยี่ยมชม facebook : มิตรเอิร์ธ – mitrearth

Share: