เรียนรู้

น้ำหนุนกรุงเทพฯ เกิดยังไง ?

นอกจากมวลน้ำทางตอนเหนือที่มีโอกาสไหลบ่าและท่วมพื้นที่ราบลุ่มตอนล่างของภาคกลาง ประเทศไทย กรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ทางตอนล่างที่มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านก็มีโอกาสได้รับภัยพิบัติทางน้ำ เพิ่มอีกหนึ่งรูปแบบ ซึ่งก็คือ น้ำล้นตลิ่ง หรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า น้ำหนุน ซึ่งมักจะเกิดในช่วง 2 เดือนสุดท้าย ปลายปี คือ พฤศจิกายน และธันวาคม และด้วยความที่สังคมออนไลน์ทุกวันนี้ค่อนข้างจะรวดเร็ว ทำให้เหตุการณ์น้ำหนุนล่าสุดในปี พ.ศ. 2564 เป็นที่จับตาของคนทั่วประเทศว่าตอนนี้ โลกกำลังวิบัติ เพราะน้ำทะเลกำลังสูงขึ้น และกรุงเทพฯ กำลังทรุดตัวลง ชาวกรุงเทพและปริมณฑลหลายท่านมีความกังวลถึงขนาดมีแนวคิดว่าจะไปหาพื้นที่ทางภาคเหนือหรือภาคอีสานเห็นที่อยู่ในบ้านปลาย แต่ก่อนที่จะเสียเงินเสียทองหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่ที่พัดถิ่นโอเขียนอยากให้ชาวกรุงเทพที่คลังวนอยู่ได้อ่านบทความนี้เสียก่อน เผื่อจะช่วยตัดสินใจได้ว่าสถานการณ์กรุงเทพในอีก 50 ปีหรือ 100 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

แรงดึงดูดระหว่างมวลที่ดึงดูดมวลน้ำให้ขึ้นสูง-ลงต่ำ จนเป็น #กระแสน้ำขึ้น-น้ำลง (tidal current) เกิดจากสูตรนี้ ซึ่งมีตัวแปร ที่ส่งผลต่อความแรงในการขึ้น-ลงของน้ำ ดังนี้ 1) มวลของโลก 2) มวลของดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ และ 3) ระยะห่างจากโลกถึงดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์

1) น้ำขึ้น-น้ำลง

ผลจากการแย่งกันดึงมวลน้ำระหว่างดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงในทุกๆ วัน ในระดับที่ขึ้น-ลงสูงบ้างและต่ำบ้าง ขึ้นอยู่กับการหักลบกลบหนี้ของการแย่งกันดึง แต่จะมีปรากฏการณ์เด่นๆ อยู่ 2 แบบ 2 ช่วงเวลา คือ

รูปแบบการเกิด น้ำขึ้น-น้ำลง ที่พบเห็นบนโลก
  • 1) น้ำใหญ่ หรือ น้ำเกิด (spring tide) คือ แรงจะมีมากที่สุดเมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เมื่อโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ อยู่ในแนวเดียวกันหรือ ทุกๆ 2 อาทิตย์ คือ ขึ้น 15 ค่ำ และ แรม15 ค่ำ เช่นในช่วงดวงจันทร์เต็มดวงและมืดสนิท
  • 2) น้ำน้อย หรือ น้ำตาย (neap tide) คือ แรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงจะน้อยที่สุด เกิดในรอบ 15 วัน เมื่อดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ อยู่ในแนวตั้งฉากคือ วันแรมขึ้น 7 ค่ำ และ แรม 7 ค่ำ แรงนี้ที่เกิดจากดวงจันทร์แรงเป็น 2 เท่าของที่เกิดจากดวงอาทิตย์ เนื่องจากระยะห่างของดวงอาทิตย์จากโลกมาก ดังนั้น ในช่วง ขึ้น 15 ค่ำ และ แรม15 ค่ำ เวลาน้ำขึ้น น้ำก็จะขึ้นสูงสุด
แบบจำลองการเกิด (บน) น้ำเกิด และ (ล่าง) น้ำตาย

เพิ่มเติม : คลื่นกลางมหาสมุทร และกระแสน้ำริมฝั่ง

2) ดวงจันทร์ใกล้โลก

นอกจากนี้ในแต่ละช่วงเวลาของปี วงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกก็ไม่ได้เป็นวงกลมห่างจากโลกเท่ากันเสมอไป บางช่วงดวงจันทร์อยู่ไกลกับโลก เราก็จะเห็นดวงจันทร์ขนาดเล็กกว่าปกติ (micro moon) เรียกปรากฏการณ์ #อะโปจี (Apogee) (ดวงจันทร์ห่างจากโลก 406,000 กม.) ส่วนในช่วงเวลาที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้กับโลก เราก็จะเห็นดวงจันทร์ใหญ่กว่าปกติ (super moon) เรียกปรากฏการณ์ #เปริจี (Perigee) (ดวงจันทร์ห่างจากโลก 357,000 กม.) ดังนั้น หากขึ้น 15 ค่ำ หรือ แรม 15 ค่ำ ในช่วง เปริจี (Perigee) ระยะห่างก็ยิ่งสั้น แรงดึงดูดก็ยิ่งสูง

3) ดวงอาทิตย์ใกล้โลก

นอกจากนี้การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีก็ทำให้ระยะห่างจากโลกและดวงอาทิตย์มีความแตกต่างกัน (147.1-152.1 ล้านกิโลเมตร) โดยดวงอาทิตย์และโลกจะอยู่ใกล้กันมากที่สุดในช่วงเดือน พฤศจิกายน-มกราคม ทำให้ในช่วงเวลานี้ อิทธิพลของแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์มีเพิ่มมากขึ้น

(ที่มา : www.NARIT.or.th)

4) ฤดูฝนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศไทยและเพื่อนบ้านในอาเซียน มีความแจ๊กพ็อตเรื่องน้ำอยู่นิดๆ คือ จะมีฤดูฝนอยู่ในช่วง #กลางเดือนพฤษภาคม ถึง #กลางเดือนตุลาคม ทำให้ในหลายๆ ปี ที่มีฝนมาก หลังจากตกฤดูฝนในช่วงเดือนตุลาคม จึงมักจะมีมวลน้ำค้างเติ่งอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทางตอนเหนือของที่ราบภาคกลางตอนล่าง ซึ่งมวลน้ำเหล่านี้ หากท่วมขัง ก็มีความจำเป็นที่จะต้องระบายลงสู่ภาคกลางตอนล่างและอ่าวไทย
.
ดังนั้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความอ่อนไหวและท้าทายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะเร่งระบายน้ำทางตอนเหนือ ลงสู่อ่าวไทยและระหว่างที่น้ำทะเลเริ่มหมุน โดยเลี้ยงระดับน้ำไม่ให้ล้นตลิ่ง

5) ความปริ่มน้ำของภาคกลางตอนล่าง

ที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่าง ที่มักจะมีมวลน้ำที่รอการระบาย อยู่แทบทุกปี ในช่วงปลายฝน-ต้นหนาว

ซึ่งถ้าหาก
1) ช่วงเดือน พ.ย. – ม.ค. ที่น้ำนอง +
2) ช่วง เปริจี (Perigee) ของดวงจันทร์ +
3) ขึ้นหรือแรม 15 ค่ำ +
4) มีมวลน้ำค้างทุ่ง มาจากหน้าฝน และ +
5) กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ปริ่มน้ำ

โอกาสที่มวลน้ำเหนือ จะถูกน้ำทะเลหนุน แล้วล้นตลิ่งออกด้านข้างอย่างที่เห็น ก็เป็นไปได้สูง (ไม่ได้แปลก หรือ รุนแรงเพิ่มขึ้น จากในอดีต)

เพิ่มเติม : กรุงเทพฯ จมน้ำ : แน่ใจหรือ ว่าเราจะมีโอกาสเห็น
อุโมงค์ กรุงเทพฯ มีรูปแผนที่

Share: