เรียบเรียง : ศิริลักษณ์ หล่อชื่นวงศ์ และ สันติ ภัยหลบลี้

พายุหมุนเขตร้อน (tropical cyclone) คือ พายุที่เกิดเฉพาะในมหาสมุทรในเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน (ละติจูด 30oN – 30oS) ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิของผิวน้ำทะเล > 26.5 oC พายุหมุนส่วนมากมักจะเกิดใน ช่วงปลายฤดูร้อนของแต่ละซีกโลก เพราะอุณหภูมิน้ำตอนต้นฤดู จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนไปแตะ ผิวน้ำทะเล > 26.5 oC เกิดการระเหยของน้ำในมหาสมุทร และลอยตัวขึ้นสูง ทำให้เกิดศูนย์กลาง ความกดอากาศต่ำ (L) ส่งผลให้พื้นที่โดยรอบกลายเป็นพื้นที่ ความกดอากาศสูง (กว่า) (H) จึงมีลมแรงพัดเข้าสู่ศูนย์กลาง ความเร็ว > 115 กิโลเมตร ขณะเดียวกันศูนย์กลางความกดอากาศต่ำจะลอยตัวสูงขึ้น และเย็นลงด้วยอัตราอะเดียเบติก (อุณหภูมิลดลงเมื่อความสูงเพิ่มขึ้น) ทำให้เกิดเมฆและหยาดน้ำฟ้า ซึ่งในกรณีที่มีระบบการหมุนเวียนที่ดี พื้นที่เปิดโล่ง อาจทำให้ฝนตกหนักเป็นบริเวณกว้างและคลื่นลมแรงจัด พายุหมุนจะมีความรุนแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับอัตราการลดลงของความกดอากาศ หากอัตราการลดลงของความกดอากาศมีมากจะเกิดพายุรุนแรง

พายุหมุนเขตร้อน มักจะมีเวลาและพื้นที่เกิดแน่นอน เช่น บริเวณหมู่เกาะอินดิสตะวันตก จะเกิดในเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน ส่วนพายุหมุนบริเวณชายชั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ แถบอ่าวเบงกอลและบริเวณทะเลอาหรับจะเกิดตลอดปี แต่ส่วนมากเกิดอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน ในขณะที่พายุหมุนบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกใต้และมหาสมุทรอินเดียใต้ จะเกิดอยู่ระหว่างเดือนตุลาคม-เมษายน

(ซ้าย) เฮอริเคนแคทรีนา (Hurricane Katrina) (กลาง) เฮอริเคนเออร์มา (Hurricane Irma) และ (ขวา) พายุหมุนเขตร้อนจอส (Tropical Storm Jose) ถ่ายจากดาวเทียมของ NOAA เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2548

ปัจจัยที่การก่อตัวพายุ

การเกิดพายุหมุนเขตร้อน พายุหมุนเขตร้อนเกิดได้ใน 2 รูปแบบ คือ 1) เกิดจากคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออก (easterly wave) เมื่อคลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออกแรงขึ้นทำให้เกิดศูนย์กลางของความกดอากาศต่ำ เป็นต้นเหตุของการเกิดพายุ 2) เกิดจากร่องมรสุม เนื่องจาก ร่องความกดอากาศต่ำ (Intertropical Convergence Zone: ITCZ) เมื่อมรสุมมีกำลังแรงขึ้น คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันออกพัดเข้าสู่แนวปะทะอากาศเขตร้อน เมื่อแนวนี้ถูกตัดขาด ทำให้การหมุนเวียนของลมพัดทวนตามเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือ โดยเกิดขึ้นในชั้นอากาศระดับบนก่อนจึงลดต่ำลงมายังพื้นผิว เมื่อทวีกำลังแรงขึ้นก็พัฒนาเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำและพายุหมุนเขตร้อนต่อไป ซึ่งปัจจัยที่สนับสนุนการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน Gray (1979) ได้สรุปไว้ ดังนี้

แถบกลุ่มเมฆหนาแน่นแสดงแนว ITCZ ในบริเวณใกล้จุดศูนย์กลาง (www.wikipedia.org)
  • มีอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลสูง ตั้งแต่ 26.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • บรรยากาศเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วตามความสูง จนอากาศอยู่ในภาวะไม่เสถียรภาพ ทำให้มีการพาความร้อนในแนวตั้งก่อตัวเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง
  • มีหย่อมความกดอากาศต่ำเกิดก่อน ส่วนระบบลมหมุนอย่างเพียงพอเหมาะสมและมีลมพัดรวมเข้าหากัน (convergence) ในระดับต่ำ ๆ
  • เกิดในตำแหน่งที่สูงกว่าเส้นศูนย์สูตรมากกว่าละติจูด 4 องศาเหนือและใต้ โดยการเจริญเติบโตของพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นต้องอาศัย แรงโคริโอลิส (Coriolis Force) จากการหมุนของโลก และ Kate (1970) ได้อธิบายเหตุผลสนับสนุนของ Gray (1979) ว่าบริเวณที่ต่ำกว่าละติจูด 5 องศาเหนือหรือใต้ การเกิดพายุหมุนเขตร้อนมักเกิดได้ยาก เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีแรงโคริโอลิสที่ต่ำมาก
  • มีการเคลื่อนที่ของการแปรปรวนเป็นไปอย่างช้า ๆ มีการเปลี่ยนแปลงของทิศและความเร็วลมเฉือน (wind shear) ในแนวตั้งมีกำลังอ่อนมาก
  • มีความชื้นสัมพัทธ์สูงในบรรยากาศหลายระดับ จนความสูงประมาณ 10 กิโลเมตร

องค์ประกอบพายุหมุนเขตร้อน

พายุเส้นผ่าศูนย์กลาง >100 กิโลเมตร ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลาง >117 กิโลเมตร/ชั่วโมง

  • ตาพายุ (Eye storm) คือ ศูนย์กลางพายุเป็นบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำมากที่สุด เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-50 กิโลเมตร ตาพายุจะเงียบสงบ ไม่มีลม ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีฝน อาจพบเมฆจำพวก เซอรัส (Cirus, Ci) ซึ่งเป็นเมฆชั้นสูง จำพวกเมฆขนนก
  • แขนของพายุ เป็นส่วนที่มีความเร็วลมสูง มีเมฆก่อตัวแนวตั้งประเภท คิวมูลัส (Cumulus Cloud, Cu) หรือ เมฆฝนฟ้าคะนอง (Cumulonimbus Cloud, Cb) ที่มีฝนอยู่ด้วยก่อให้เกิดเมฆและฝนอย่างรุนแรง
องค์ประกอบพายุหมุนเขตร้อน

วงจรชีวิตของพายุหมุนเขตร้อน

โดยทั่วไปพายุหมุนเขตร้อนมีวงจรชีวิตไม่เท่ากัน พายุบางลูกสามารถอยู่ได้ยาวนาน บางลูกอยู่ได้ 2-3 ชั่วโมงก็สลายตัว ส่วนถ้าพายุหมุนเขตร้อนพัฒนาแรงเป็นระดับไต้ฝุ่น สามารถแบ่งได้ 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

  1. ขั้นเริ่มก่อตัว เริ่มก่อตัวจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณเหนือน่านน้ำมหาสมุทร โดยมีปัจจัยสนับสนุนการก่อตัว ใช้เวลานานจนระดับผิวพื้นมีกระแสลมเวียนเข้าหาศูนย์กลางใน ทิศทางทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือเรียกว่า ไซโคลน (cyclone) และ ทิศทางตามเข็มนาฬิกาในซีกใต้เรียกว่า แอนติไซโคลน (anticyclone) โดยมีกลุ่มเมฆพาความร้อนปรากฏ มีลมแรงขึ้น และฝนตกมากขึ้น ความกดอากาศค่อย ๆ ลดลง
  2. ขั้นก่อนเจริญเติบโตเต็มที่ จะมีความกดอากาศบริเวณพายุหมุนเขตร้อนลดลงเรื่อย ๆ จนสามารถทวีกำลังแรงระดับไต้ฝุ่น สามารถมองเห็นตาของพายุจากภาพถ่ายทางอากาศได้อย่างชัดเจน ลักษณะบริเวณรอบขอบตาพายุ ลมแรงที่สุดและมีเมฆก่อตัวแนวตั้งประเภท คิวมูลัส (Cumulus Cloud, Cu) หรือ เมฆฝนฟ้าคะนอง (Cumulonimbus Cloud, Cb) ที่มีฝนอยู่ด้วย ส่วนบริเวณตาพายุซึ่งเป็นศูนย์กลางของพายุหมุนเขตร้อนมีลมสงบ อากาศแจ่มใสพบเมฆจำพวก เซอรัส (Cirus, Ci) ซึ่งเป็นเมฆชั้นสูง ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกทิศทางการเคลื่อนที่ของพายุหมุนเขตร้อน
  3. ขั้นเจริญเติบโตเต็มที่ มีลักษณะทั่วไปเป็นแบบขั้นตอนก่อนเจริญเติบโต แต่เมื่อมีการพัฒนาถึงจุดอิ่มตัวเต็มที่แล้ว ความกดอากาศและความเร็วลมสูงสุดบริเวณพายุหมุนเขตร้อนจะไม่ลดลงต่ำกว่านี้และจะมีความรุนแรงคงที่
  4. ขั้นสลายตัว พายุเริ่มอ่อนกำลังลง เนื่องจากอากาศเย็นเข้ามาปกคลุมหรือเคลื่อนผ่านเข้าน่านน้ำที่เย็นจัด หรือเคลื่อนขึ้นฝั่งปะทะกับสิ่งกีดขวางบนแผ่นดิน ทำให้พายุลดความรุนแรงลง ไม่มีพลังงานหล่อเลี้ยงให้มีชีวิตอยู่ได้ ความกดอากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ถ้าพายุเคลื่อนตัวเข้าสู่ปัจจัยที่เหมาะสมต่อการพัฒนาทำให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้หรือพัฒนาแรงขึ้นใหม่ได้

เพิ่มเติม : เมฆ . หมอก . น้ำค้าง

วงจรชีวิตของพายุหมุนเขตร้อน

ระดับความรุนแรงพายุหมุนเขตร้อน

ความรุนแรงพายุขึ้นกับอัตราลดความกดอากาศ โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) WMO (1995) ได้แบ่งชนิดของพายุหมุนเขตร้อนตามความรุนแรงของลมใกล้ศูนย์กลางของพายุ ไว้เป็น 3 ประเภท คือ

  1. พายุดีเปรสชัน (Depression) ลดลงมาจากพายุโซนร้อน ลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง < 34 นอต (< 63 กิโลเมตร/ชั่วโมง) เป็นพายุอ่อนๆ ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองธรรมดาหรือฝนตกหนัก พายุในระดับนี้จะไม่ตั้งชื่อ แต่จะเรียกว่าเป็นพายุดีเปรสชั่น จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการเฝ้าระวังว่าพายุดีเปรสชั่นนั้นจะอ่อนกำลังลงจนสลายตัว หรือจะเพิ่มกำลังจนกลายเป็นพายุโซนร้อน
  2. พายุโซนร้อน (Tropical Storm) ลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 34-64 นอต (63-118 กิโลเมตร/ชั่วโมง) มีกำลังปานกลาง มีฝนตกหนัก
  3. พายุไต้ฝุ่น (Typhoon) ลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ≥ 64 นอต (≥ 118 กิโลเมตร/ชั่วโมง) และถ้ามีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางบริเวณพื้นผิวมากกว่า 130 นอต (241 กิโลเมตร/ชั่วโมง) เรียกพายุหมุนนี้ว่า ซุปเปอร์ไต้ฝุ่น (Supper Typhoon) พายุไต้ฝุ่นที่เกิดขึ้นแต่ละลูกจะมีการตั้งชื่อเฉพาะ เช่น พายุไต้ฝุ่นเกย์ และพายุไต้ฝุ่นแองเจลา เป็นต้น

พายุหมุนเขตร้อนสามารถเปลี่ยนแปลงอัตราความเร็วของลมได้ เช่น พายุดีเปรสชั่นเมื่อมีความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางเพิ่มขึ้นจะกลายเป็นพายุโซนร้อนหรือพายุไต้ฝุ่น ในขณะเดียวกันเมื่อพายุไต้ฝุ่นลดความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางลงจะกลายเป็นพายุโซนร้อนหรือพายุดีเปรสชั่น และเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำแล้วจึงสลายตัวไปในที่สุด

คลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) จากเฮอร์ริเคนแคทารินา ปี ค.ศ. 2005 (ที่มา : Jeremy Grisham, USN)

การเรียกชื่อพายุไต้ฝุ่น

พายุหมุนเขตร้อนมีชื่อเรียกต่างๆ กันตามแหล่งกำเนิด ดังนี้ หากเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก และทะเลจีนใต้ เรียกว่า ใต้ฝุ่น (Typhoon) หากเกิดในอ่าวเบงกอล และทะเลอาหรับ เรียกว่า พายุไซโคลน (Cyclone) หากเกิดในแอตแลนติก และทะเลแคริบเบียน เรียกว่า พายุเฮอร์ริเคน (Hurricane) หากเกิดในทะเลประเทศฟิลิปปินส์ เรียกว่า พายุบาเกียว (Baguio) แต่ถ้าพายุนี้เกิดบริเวณทะเลติมอร์แล้วเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนที่จะเปลี่ยนเส้นทางเป็นตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่ภาคเหนือของประเทศออสเตรเลีย จะเรียกว่า พายุวิลลี-วิลลี (Willy-Willy)

การเรียกชื่อพายุไต้ฝุ่น

ระดับความเสียหายจากพายุเฮอร์ริเคน (Hurricane Intensity)

ระดับความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนแบ่งย่อยเป็น 5 ระดับ ตามมาตรา มาตราเฮอร์ริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน (Saffir-Simpson Hurricane Wind Scale) ซึ่งเป็นการตรวจวัดความเร็วของลม และความเสียหายและอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น โดยจะใช้กับพายุเฮอร์ริเคนที่ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกและทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น

ระดับ ความเร็วลม (กิโลเมตร/ชั่วโมง) ความกดอากาศ  (มิลลิบาร์) ความสูงของคลื่น (เมตร) อานุภาพการทำลายล้าง ตัวอย่าง
1. 119-153  < 980 1.2-1.5 เล็กน้อย ไม่ส่งผลต่อ สิ่งก่อสร้าง น้ำท่วมตามชายฝั่งบ้าง ท่าเรือเสียหายเล็กน้อย  
2. 154-177 965-979 1.8-2.4 น้อย หลังคา ประตูหน้าต่างอาคารเสียหายเล็กน้อย น้ำท่วมทำลายท่าเรือ สมอเรืออาจหลุดหรือขาดได้ Bonnie (1988) Isabel (2003)  
3. 178-209 945-964 2.7-3.7 ปานกลาง ทำลายโครงสร้างที่อยู่อาศัยขนาดเล็กได้บ้าง โทรศัพท์บ้านถูกตัดขาด
แผงป้องกันพายุตามบ้านเรือนได้รับความเสียหาย อาจเกิดน้ำท่วมขังเข้ามาถึงพื้นดินส่วนใน
แคทรีน่า Roxanne (1995) Fran (1996) Ivan (2004)  
4. 210-249 944-920 4.0-5.5 สูง แผงป้องกันพายุเสียหายหนักขึ้น หลังคาบ้านเรือนบางพื้นที่ถูกทำลาย น้ำท่วมเข้ามาถึงพื้นดินส่วนใน Andrew (1992) Charley (2004)
5.  > 250  < 920  > 5.5 สูง หลังคาบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมถูกทำลาย บางอาคารอาจถูกพัดถล่ม
เกิดน้ำท่วมขังจำนวนมากถึงขั้นทำลายข้าวของในชั้นล่างของบ้านเรือนใกล้ชายฝั่ง และอาจต้องมีการประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ทำการอพยพโดยด่วน
Labor Day (1935) Camille (1969)  
มาตราเฮอร์ริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน (Saffir-Simpson Hurricane Wind Scale) (ที่มา: NHC)

การประเมินการเคลื่อนที่ของพายุ

โดยทั่วไปวิเคราะห์จากแผนที่ลมฟ้าอากาศโดยอาศัยจากประสบการณ์ เช่น แผนที่ความ
กดอากาศจากมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่เหนือพายุหมุนเขตร้อน ถ้ามีกำลังแรงขึ้นทำให้พายุเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกมากขึ้น แต่ถ้ามีกำลังอ่อนลงทำให้พายุเคลื่อนไปทางทิศเหนือ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีวิธีการพยากรณ์การเคลื่อนที่ของพายุหมุนเขตร้อนอีกหลายวิธี เช่น

  1. วิเคราะห์จากแผนที่ลมชั้นบน (steering wind) ที่เป็นทิศทางลมที่บังคับการเคลื่อนที่ของพายุ
  2. วิเคราะห์จากแผนที่ความกดอากาศ โดยพายุจะเคลื่อนที่ไปตามความกดอากาศที่ลดลง หากวิเคราะห์เส้นชั้นความกดอากาศเท่าได้เป็นวงรี พายุจะเคลื่อนไปตามจุดศูนย์กลางของวงรี
  3. วิเคราะห์จากภาพถ่ายดาวเทียม โดยสังเกตเมฆเซอรัสบริเวณตาพายุ ถ้าเกิดทิศทางใดของพายุ แสดงว่าพายุเคลื่อนไปทางทิศนั้น
  4. วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ยของพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดในอดีต ในด้านการเกิด การเคลื่อนที่ และความรุนแรงของพายุ
  5. รวบรวมตำแหน่งและทิศทางการเคลื่อนที่ของพายุ แล้วนำมาหาค่าสถิติทุก ๆ ระยะ 2.5 องศาละติจูดและลองติจูด แล้วแบ่งการเคลื่อนที่เป็นองศา
  6. พยากรณ์การเคลื่อนที่ของพายุหมุนเขตร้อน โดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์
แนวเส้นแสดงทิศทางการเคลื่อนตัวและสีแสดงความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อน (ที่มา : https://twitter.com/RARohde)

รูปแบบการเคลื่อนที่ของพายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศไทย (รูป 11) ส่วนใหญ่ก่อตัวบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างและเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทยแล้วเข้าประเทศไทยบริเวณภาคใต้ตอนบน นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบพายุที่เกิดขึ้นก่อตัวบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเฉียงเหนือทางด้านทิศตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์เคลื่อนตัวผ่านประเทศฟิลิปปินส์ ทะเลจีนใต้ตอนกลาง ประเทศเวียดนาม ลาว และสลายตัวบริเวณประเทศไทย

หลักการตั้งชื่อพายุ

เดิมทีสหรัฐอเมริกาจะตั้งชื่อพายุทั่วโลก เพราะเป็นประเทศที่มีความเพียบพร้อมทางเทคโนโลยีทางดาวเทียมตรวจสภาพอากาศ ความเคลื่อนไหวของพายุ ซึ่งสมัยก่อนนั้นจะใช้ ชื่อผู้หญิง ในการตั้งเพื่อให้ดูอ่อนโยนดูรุนแรงน้อยลง คนจะได้ไม่ตระหนก แต่ภายหลังก็มีนักสิทธิสตรีในสหรัฐอเมริกาออกมาประท้วงว่าการตั้งชื่อพายุทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงโหดร้าย ภายหลังจึงมีการตั้งชื่อผู้ชายด้วย ปัจจุบัน (ค.ศ. 2000) การตั้งชื่อพายุจะแบ่งตามภูมิภาค โดยให้แต่ละประเทศเสนอมาคนละ 10 ชื่อ เป็นภาษาท้องถิ่นและนำชื่อของแต่ละประเทศที่ตั้งไว้มาใช้ ตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษของแต่ละประเทศ

ในส่วนของประเทศไทย ตั้งอยู่ในโซนมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้ ร่วมกับสมาชิกประเทศอื่นๆ ได้แก่ กัมพูชา จีน เกาหลีเหนือ-ใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ลาว มาเก๊า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ชื่อพายุแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่มละ 28 ชื่อ ชื่อพายุแต่ละชื่อจะเรียงตามชื่อประเทศของลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ เริ่มจากกัมพูชา เรื่อยไปจนถึงเวียดนามซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย โดยไทยเราอยู่อันดับที่ 12 เมื่อใช้หมด 1 กลุ่มก็จะขึ้นชื่อแรกในกลุ่มที่ 2 เรียงกันเรื่อยไปจนครบทุกกลุ่ม แล้วจึงกลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 ใหม่อีกครั้ง

ชื่อพายุของประเทศไทย ได้แก่ พระพิรุณ มังคุด วิภา บัวลอย เมขลา สายฟ้า นิดา ชบา กุหลาบ และขนุน

เอกสารอ้างอิง

  • กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน. (2554). โครงการจัดทำแผนที่ศักยภาพพลังงานลมของประเทศไทย: 25 หน้า
  • กรมอุตุนิยมวิทยา. (ม.ป.ป.). พายุหมุนเขตร้อน. สืบค้น 10 พฤษภาคม 2563 จาก https:www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=58
  • กรมอุตุนิยมวิทยา. (2562). รายชื่อพายุหมุนเขตร้อนปี 2019. สืบค้น 10 พฤษภาคม 2563 จาก https://www.tmd.go.th/info/TCNamelist_2019.pdf
  • กรมอุตุนิยมวิทยา. (2562). พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย รายเดือน คาบ 68 ปี (พ.ศ. 2494-2561). สืบค้น 10 พฤษภาคม 2563 จาก https://www.tmd.go.th/programs%5Cuploads%5Ccyclones%5CTC_track_68y.pdf
  • กรมอุตุนิยมวิทยา. (2563). สืบค้น 10 พฤษภาคม 2563 จาก https://www.tmd.go.th/weather_map.php
  • เฉลิมชัย เอกก้านตรง. 2544. การศึกษาวิเคราะห์ด้านอุตุนิยมวิทยาที่มีอิทธิพลต่อการเกิดอุทกภัยในภาคใต้ของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 18-26 พฤศจิกายน 2543. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการ. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
  • ตะวัน สัญญา. (2554). ความสัมพันธ์ระหว่างความรุนแรงของพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศไทยกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเล บริเวณอ่าวไทย ทะเลจีนใต้ และอ่าวตังเกี๋ย. รายงานการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: 37 หน้า
  • เบญจวรรณ เจ้ยทองศรี. (2558). การเปลี่ยนแปลงมรสุมและพายุหมุนเขตร้อนในช่วงปี พ.ศ. 2524- 2556 ในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน. การประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 6: หน้า 324-337
  • สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2554). การจัดการภัยพิบัติและการฟื้นฟูบูรณะหลังการเกิดภัย: กรณีศึกษาประเทศไทยและต่างประเทศ. 130 หน้า

. . .
บทความล่าสุด : www.mitrearth.org
เยี่ยมชม facebook : มิตรเอิร์ธ – mitrearth

Share: