Explore

นิทาน . ตำนาน . ความเชื่อ . แผ่นดินไหว

ในอดีต แนวคิดแบบเหตุและผลอย่างวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก คนโบราณจึงมักจะดำเนินชีวิตตามความเชื่อและความศรัทธาเป็นหลัก ปรากฏการณ์ธรรมชาติถูกผูกติดกับปาฏิหาริย์และอำนาจลึกลับ ผี เทพเจ้าและสรรพสัตว์ที่ดูน่าเกรงขามถูกบัญญัติขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนของผู้ควบคุมปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งแผ่นดินไหว

ข้อมูลจากเอกสารหลายๆ ฉบับ ยืนยันว่าในอดีต คนแทบทุกมุมโลกเคยสัมผัสกับแผ่นดินไหว ซึ่งจากความไม่รู้ ไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นที่เกิดขึ้น จินตนาการและอารมณ์จึงถูกผสม นำมาใช้ประกอบการเล่าเรื่อง

หลักคิดของชาวยุโรป

ในอดีต ชาวกรีก เชื่อว่า เทพเจ้าแอตลาส (Atlas) ซึ่งแบกโลกไว้บนบ่าคือต้นเหตุของแผ่นดินไหวทั้งงหมด แต่ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน กวีดังชาวกรีกที่ชื่อ โฮเมอร์ (Homer) เลยแย้งว่าแผ่นดินไหวน่าจะเกิดจาก เทพเจ้าโพไซดอน (Poseidon) ผู้ปกครองท้องทะเลเสียมากกว่า ซึ่งเมื่อไหร่ที่เทพเจ้าโพไซดอนท่านทรงพิโรธ แผ่นดินไหวและสึนามิก็จะเกิดขึ้น

เทพเจ้าผู้ต้องสงสัยว่าอาจเป็นต้นเหตุของแผ่นดินไหวของชาวกรีก (ซ้าย) แอตลาส (ขวา) โพไซดอน

ในขณะที่ เทลล์ (Thales) นักปราชญ์ชาวกรีกอีกคน คัดค้านการปรักปรำเทพเจ้าทั้งสองท่าน และให้ความเห็นว่าแผ่นดินไหวน่าจะเกิดจากการไหลของกระแสคลื่นในมหาสมุทรอย่างรุนแรง ส่วน อริสโตเติล (Aristotle) ก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าแผ่นดินไหวเกิดจากพายุที่ถูกขังไว้ในถ้ำใต้ดินและกำลังพยายามดิ้นรนกลับออกมาสู่พื้นโลก

ชาวไวกิ้งในแถบสแกนดิเนเวียเชื่อว่า เทพเจ้าโลกิ (Loki) ได้สังหารพี่ชายของตัวเอง จึงถูกคุมขังมัดไว้กับก้อนหินใหญ่ในถ้ำใต้โลก บังเอิญว่าในถ้ำนั้นมีงูใหญ่ห้อยหัวคอยหยดพิษใส่หน้าเทพเจ้าโลกิตลอดเวลา ด้วยความสงสาร น้องสาวของเทพเจ้าโลกิจึงได้นำชามใบใหญ่ไปคอยรองพิษงูเอาไว้ไม่ให้ถูกพี่ชาย แต่เมื่อไหร่ที่พิษงูเต็มชาม และน้องสาวต้องนำชามไปเทพิษงูทิ้ง เทพเจ้าโลกิก็จะต้องเอียงหัวไปมาเพื่อหลบพิษงูอยู่ชั่วขณะ จึงทำให้เกิดแผ่นดินไหวเป็นระยะๆ บนโลก

ส่วน ชาวเบลเยียม เชื่อว่าเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์โลกมีความชั่วร้ายมากๆ พระเจ้าจะส่งนางฟ้าฝ่ายเหี้ยมมาสะบัดแส้ ฟาดฟันอากาศรอบโลก จนเกิดเป็นแผ่นดินไหวได้

(ซ้าย) กิจกรรมที่เทพเจ้าโลกิและน้องสาวต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ คือน้องยกชามพิษงูไปทิ้งส่วนท่านโลกิก็โยกหัวหลบพิษงู (ข) นางฟ้าสายเหี้ยมตามความเชื่อของชาวเบลเยียม (ที่มา : http://en.wikipedia.org)

ชาวลัตเวีย มีความเชื่อว่า เทพเจ้าเดรบคูลส์ (Drebkuhls) แบกโลกไว้และเดินไปเดินมาบนสวรรค์ ในบางครั้งพบอุปสรรคในการเดินทาง อาจทำให้โลกสั่นสะเทือนได้บ้าง

ชาวโรมาเนีย ก็เชื่อว่าโลกวางอยู่บนเสาศักดิ์สิทธิ์ของความเชื่อ ความศรัทธา ความหวังและบุญกุศล เมื่อคนก่อกรรมทำชั่วมากขึ้น เสาศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า อาจเอนเอียงและทำให้โลกสั่นสะเทือนได้

จินตนาการทางฝั่งอเมริกากลาง

แถบอเมริกากลาง ชาวเม็กซิกัน เล่าต่อๆ กันมาว่าแผ่นดินไหวเกิดจาก ปีศาจเอล ดิอาโบล (El Diablo) และเหล่าสมุน ซึ่งถูกขังอยู่ใต้โลก โดยพวกมันพยายามเขย่าโลกตลอดเวลาเพื่อใช้รอยแตก เป็นช่องทางหนีขึ้นมาสูดอากาศ

ชนพื้นเมืองนาฮัว (Nahua) ชนเผ่าโบราณที่อาศัยอยู่แถบเม็กซิโกและอเมริกากลางเชื่อว่า โลกถูกสร้างขึ้นและจับวางไว้บน จระเข้ยักษ์ชิพาคตลิ (Cipactli) ซึ่งถูกควบคุมอีกทีโดยเทพเจ้าหน้าตาเหมือนเสือจากัวร์ชื่อ เทเพโยลลอตล์ (Tepeyollotl) เมื่อไหร่ก็ตามที่จระเข้ยักษ์พยายามสะบัดตัว จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้น

โฉนมหน้าจระเข้ยักษ์ชิพาคตลิ ตามตำนานความเชื่อของชาวนาฮัว ประเทศเม็กซิโก (ที่มา : www.mexicolore.co.uk)

ชนเผ่าโคโรเทกัส (Chorotegas) ใน คอสตาริกา เชื่อว่าโลกนั้นแบนราบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มี เทพเจ้าวาชาคเมน (Vashakmen) คอยพยุงโลกไว้ทุกมุม และเมื่อไหร่ที่เทพเจ้าเห็นว่าประชาชนบนโลกมีมากเกินไป เทพเจ้าก็จะสะบัดโลกเพื่อให้คนบนโลกนั้นกระเด็นกระดอนออกไปบ้าง (คนนะครับท่าน ไม่ใช่ไรฝุ่นในผ้าห่ม)

กุศโลบายของชาวอเมริกาใต้

ฝั่งอเมริกาใต้ ชนเผ่ามาอิมาส (Maimas) ในเปรู อ้างว่ามีเทพเจ้าองค์หนึ่งมีหน้าที่สำรวจประชากรคนบนโลก ซึ่งเมื่อไหร่ที่เทพเจ้าต้องลงมาบนพื้นโลกเพื่อนับจำนวนคน ทุกย่างก้าวของเทพเจ้าก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว

และเพื่อให้แผ่นดินไหวเกิดน้อยลง ทุกครั้งที่เทพเจ้ากำลังเดินไปนับคนตามบ้านต่างๆ ชาวเปรูก็จะช่วยแบ่งเบาภาระท่าน ด้วยการรีบวิ่งออกมานอกบ้านแล้วตะโกนไปบนฟ้าว่า “ฉันอยู่นี่ๆ” ซึ่งก็เป็นกุศโลบายให้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านนั้นหนีออกมาตั้งหลักข้างนอก ก่อนที่จะได้รับอันตรายจากบ้านที่อาจจะพัง

เด็กๆ ชาวเปรู คงสนุกสนานไปกับการยกมือ เพื่อรอให้เทพเจ้าท่านเช็คยอด

ตำนานของชาวแอฟริกา

ในแอฟริกา คนโมซัมบิก เชื่อว่าโลกคือสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งซึ่งมีพฤติกรรมหรือการแสดงออกเหมือนกับสัตว์หรือมนุษย์อย่างเราๆ ในบางครั้งเมื่อโลกป่วย โลกจะหนาวสั่นจนทำให้เกิดแผ่นดินไหว

ชาวแอฟริกันตะวันตก เชื่อว่ามียักษ์ตนหนึ่งแบกโลกไว้บนหัว ต้นไม้ใบหญ้าที่เจริญเติบโตบนพื้นโลกคือผมหรือรังแคของยักษ์ และสัตว์ต่างๆ ก็เหมือนกับเหาที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่ตามซอกผม ทุกครั้งที่ยักษ์เกาหัว โยกหัว ก็จะทำให้เกิดแผ่นดินไหว แต่คนเฒ่าคนแก่ในแถบนั้นกลับเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่จริง ยักษ์นั้นสุภาพอ่อนโยนกว่าที่คิด แต่ด้วยแรงอันมหาศาล เมื่อยักษ์พยายามโอบกอดโลก อาจทำให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นได้

ในขณะที่ ชาวแอฟริกันตะวันออก เชื่อว่ามีปลายักษ์ถูกทับไว้ด้วยก้อนหิน และมีวัวตัวหนึ่งยืนอยู่บนก้อนหิน ใช้เขาข้างหนึ่งแบกโลกเอาไว้ ทุกครั้งที่เมื่อยล้า วัวจะสะบัดโลกไปไว้ที่เขาอีกข้าง ทำให้เกิดแผ่นดินไหว

มุมมองของนิวซีแลนด์และหมู่เกาะในแปซิฟิก

คนใน นิวซีแลนด์ เชื่อว่าโลกซึ่งเปรียบเสมือนแม่ มีลูก คือ เทพเจ้ารู (Ru) อาศัยอยู่ภายในท้องของแม่ (โลก) เมื่อใดที่ลูกดิ้นก็จะเกิดแผ่นดินไหว ชนเผ่าต่างๆ ที่อยู่ตาม หมู่เกาะทะเลใต้ในมหาสมุทรแปซิฟิก เชื่อว่าโลกถูกห้อยโทงเทงอยู่บนหลังของหมูอ้วนยักษ์สกปรก (ไม่มีอะไรดี) เมื่อหมูคันหลังมันจะถูหลังกับต้นไม้ ทำให้เกิดแผ่นดินไหวและเสียงคล้ายเสียงฟ้าร้อง

ความเชื่อของชาวนิวซีแลนด์ เกี่ยวกับโลกและแผ่นดินไหว (ที่มา : www.pessimistsbeware.com)

ความเชื่อในเอเชีย

ชุมชนโบราณซึ่งอาศัยอยู่แถบ คาบสมุทรคัมชัทกา (Kamchatka) ทางไซบีเรียตะวันออก ของรัสเซีย เชื่อว่า เทพเจ้าตูลิ (Tuli) ลากเลื่อนหิมะที่บรรทุกโลกไว้ โดยใช้สุนัขตัวเขื่องเป็นตัวขับเคลื่อน เมื่อสุนัขเกาหูเกาหาง แผ่นดินไหวก็จะเกิดขึ้น ในขณะที่วัฒนธรรมของไซบีเรียแถบอื่นๆ เชื่อว่าโลกถูกสร้างโดยเทพเจ้า วางไว้สุดปลายมหาสมุทรและมีปลายักษ์สามตัวอยู่ใต้ดิน เมื่อปลาแหวกว่ายก็ทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้เหมือนกัน

ในทวีปเอเชีย ชนเผ่าคูคีส (Kukis) ใน รัฐอัสสัม ชมพูทวีป รอยต่อระหว่างประเทศบังคลาเทศและจีนเชื่อว่า มีคนกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ใต้พื้นโลก และพยายามจะเขย่าโลกอยู่ตลอดเวลา เพื่อสำรวจว่ามีคนอื่นๆ อาศัยอยู่บนพื้นโลกหรือไม่ เด็กๆ ในแถบรัฐอัสสัม จึงมักตะโกนว่า “ฉันยังอยู่นี่ๆ” เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ประมาณว่ารู้แล้วก็หยุดเขย่าเสียที (ล้ำลึกเหมือนกับชนเผ่ามาอิมาสในเปรู เป๊ะ !!!)

ชาวมองโกเลีย เชื่อว่ากบยักษ์แบกโลกไว้บนหลังและนอนหลับอยู่ ทุกๆ ครั้งที่กบตื่นและขยับตัวจะเกิดแผ่นดินไหว

ส่วน ชาวจีน ในอดีตก็เชื่ออย่างสนิทใจว่าแผ่นดินไหวเกิดจาก “พญามังกร” ที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดิน เมื่อไหร่ที่พญามังกรขยับจะเกิดแผ่นดินไหวขึ้น ในบางครั้งเกิดเสียงคล้ายฟ้าร้องพร้อมกับแผ่นดินไหว คนจีนอ้างว่าเป็นเสียงร้องคำรามจากพญามังกร

พญามังกรของจีน (ที่มา : www.ipomu.info)

ในขณะที่นิยายปรัมปราของ ชาวอินเดีย (ฮินดู) เล่าว่าใต้โลกมีช้าง 4 เชือกหนุนแผ่นดินอยู่ ช้างยืนอยู่บนเต่า ซึ่งเต่านอนทับอยู่บนงูเห่า เมื่อใดที่สัตว์ตัวใดตัวหนึ่งขยับตัวก็เกิดแผ่นดินไหวเช่นกัน แต่บางพื้นที่ของอินเดียกลับเชื่อว่า ซาตาน 7 ตน มีหน้าที่เฝ้าสวรรค์ชั้นล่างสุด 7 พื้นที่ย่อย (เดาส่วนตัวว่าแบ่งกันตามทวีปทั้ง 7 ของโลก) แต่ละตนผลัดกันลาพักร้อนขึ้นมายังโลก ซึ่งจะทำให้เกิดแผ่นดินไหว

แนวความคิดเกี่ยวกับโลกของชาวฮินดูในอดีต (ที่มา : www.newegg.com)

เมื่อศาสนาฮินดูแพร่กระจายจากใต้ไปทางภาคเหนือของอินเดีย ตำนานดั้งเดิมจึงเปลี่ยนไป ชาวฮินดูทางตอนเหนือเชื่อว่า โลกเป็นน้ำทั้งหมด พระเจ้าบาทารา (Batara) เป็นผู้สร้างผืนแผ่นดินดังที่เห็นในปัจจุบันขึ้น โดยยื่นผงดินเต็มกำมือไปให้ลูกสาวที่อาศัยอยู่ที่ขอบมหาสมุทรอันไกลพ้น ลูกสาวจึงนำไปถมพื้นน้ำ กลายเป็นทวีปต่างๆ ทั่วโลก แต่กลับทำให้พญานาคปาโฮโฮ (Naga Pahoho) ซึ่งอาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรนั้นโกรธจัด จึงม้วนและสะบัดตัวอย่างแรงเพื่อพัดเกาะต่างๆ ให้ลอยไปไกลๆ พระเจ้าเลยส่งดินมาเพิ่มพร้อมกับผู้ควบคุมและกรงเหล็กเพื่อกักขังพญานาคตนนั้น พญานาคบิดไปรอบๆ และพยายามที่จะต่อสู้ แต่ผลที่ได้ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวและชั้นหินบิดเบี้ยว ตลอดจนแนวเทือกเขามากมายอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

ลักษณะการบิดเบี้ยวหรือโค้งงอของชั้นหินที่เราเห็นอยู่บนโลก (ที่มา : www.geologyin.com)

จริงๆ แล้วเรื่องเล่าพวกนี้เป็นแค่บางส่วนของความเชื่อและความศรัทธา ที่คนในอดีตมีต่อแผ่นดินไหวที่พอจะหาและรวบรวมมาได้ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล่า แต่ก็อย่างที่รู้กันดีว่าถ้าไม่มีมูล เรื่องก็คงไม่มีให้เมาท์ เล่าต่อกันมา

จากเรื่องที่เล่ามาทั้งหมด อาจจะดูล่องลอยไปเรื่อยๆ ตามแต่คนจะคิดจะจินตนาการ แต่ก็น่าฉุกคิดอยู่เหมือนกันว่า อะไรคือสาเหตุของแผ่นดินไหวกันแน่ และทำไมประเทศ เมืองหรือชนเผ่าพวกนี้ถึงได้มีแผ่นดินไหวเป็นเพื่อน

ถ้าลองผนวกกับแนวคิดทาง ธรณีแปรสัณฐาน (tectonic) ที่เชื่อว่าพื้นผิวด้านนอกสุดของโลกไม่ได้เป็นผืนแผ่นเดียวกันทั้งหมด แต่ประกอบไปด้วยแผ่นเปลือกโลกย่อยๆ เรียงรายอยู่ทั่วบริเวณ และถ้าลองจิ้มสถานที่ต่างๆ ที่มีเรื่องเล่าแผ่นดินไหว จะเห็นว่าประเทศหรือชุมชนที่พูดถึงในเรื่องนี้ตั้งอยู่แนบสนิท ชิดอยู่กับขอบของแผ่นเปลือกโลกเกือบทั้งสิ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม นิทาน ตำนานา ความเชื่อต่างๆ ถึงได้มีแผ่นดินไหวเป็นตัวละครสำคัญวนเวียนอยู่ไม่ห่าง

แผนที่โลกแสดงขอบแผ่นเปลือกโลกตามแนวคิดธรณีแปรสัณฐาน (ที่มา : www.johomaps.com)

นิทานประโลมโลก หรือ สัญญาณจากโลก ลองพิจารณากันดูนะครับ

Share: