ตามความเชื่อ เหล็กไหล คือ ธาตุกายสิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์เหนือธรรมชาติ มีชีวิตจิตวิญญาณ เพราะเกิดจากเทพที่มาชดใช้วิบากกรรมในสภาวะที่เป็นโลหะธาตุ ดังนั้นจึงทำให้มีพวก ยักษ์ คนธรรพ์ ครุฑ นาค คอยให้ความอารักขาอีกทีหนึ่ง
เหล็กไหลเคลื่อนไหวได้ มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย เสพน้ำผึ้งเป็นอาหาร ขับถ่ายได้ ชอบพักผ่อนหลับนอนในสถานที่สงบตามถ้ำ (ที่มา : ชมรมผู้สนใจพลังลี้ลับ)
1) เหล็กไหลโกฏิปี
เหล็กไหลโกฏิปี หรือที่เรียกกันในวงการว่า เหล็กไหลปีกแมลงทับ ถูกยกย่องว่าทรงฤทธิ์มากที่สุด ลักษณะปรากฏตามคำบอกเล่ามักเป็นก้อนหรือชิ้นแร่ขนาดเล็กถึงกลาง มีผิวเหลือบแสงสีเขียวแบบปีกแมลงทับ ผสมสีรุ้งที่สามารถเปลี่ยนเฉดสีได้ตามมุมแสง บางชิ้นดูคล้ายโลหะมีชีวิต ผิวมันวาวและให้ความรู้สึก “เคลื่อนไหวได้” เมื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อม ความเชื่อระบุว่าเหล็กไหลชนิดนี้ “กินพลังงาน” เป็นอาหาร โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า ชอบน้ำผึ้ง และนิยมอาบแสงจันทร์ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการชาร์จพลังธาตุ เหล็กไหลโกฏิปีถูกกล่าวว่าเลี้ยงรักษาได้ยาก ต้องอาศัยผู้มีจิตแข็ง สมาธิดี และมีบุญสัมพันธ์ มิฉะนั้นอาจ “หาย” หรือไม่แสดงพลัง ฤทธิ์และสรรพคุณตามความเชื่อถูกอธิบายอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ล่องหน หายตัว ทะลุผ่านวัตถุได้ทุกชนิด ดับพิษไฟและความร้อน กินดินปืน เสริมแคล้วคลาด มหาอุด คงกระพัน ป้องกันสัตว์มีพิษ และกันภูตผีปีศาจทุกประเภท ความเชื่อเหล่านี้สะท้อนการยกเหล็กไหลโกฏิปีขึ้นเป็นธาตุอาถรรพ์ขั้นสูงสุดในคติไสยศาสตร์ไทย สำหรับสถานที่พบ มีการระบุเฉพาะเจาะจงว่าถ้ำเขากุลลูกบนเป็นแหล่งกำเนิดตามตำนาน การพบมักเกิดจากการเสาะหาเชิงพิธีกรรมหรือการค้นพบโดยผู้ที่เชื่อว่ามีวาสนาสอดคล้อง ทั้งนี้ ในมุมวิชาการ เหล็กไหลโกฏิปีจัดอยู่ในขอบเขตความเชื่อและคติชน มิได้มีหลักฐานทางธรณีวิทยารองรับคุณสมบัติเหนือธรรมชาติ แต่ยังคงมีคุณค่าในฐานะมรดกความคิด ความศรัทธา และโลกทัศน์ทางจิตวิญญาณของสังคมไทยที่สืบทอดกันมาอย่างเข้มข้น

ในทาง ธรณีวิทยา วัตถุที่เรียกว่า hematite “singing” หรือ “torpedo” magnets ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อสามัญว่า “rattlesnake eggs” เป็นรูปแบบหนึ่งของแร่เฮมาไทต์ (Hematite: Fe₂O₃) ที่มีลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมเชิงกลเฉพาะตัว เฮมาไทต์เป็นแร่ออกไซด์ของเหล็กที่เกิดขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยาหลากหลาย ทั้งในหินตะกอน หินแปร และหินอัคนี โดยรูปแบบ “singing” หรือ “torpedo” มักเกี่ยวข้องกับเฮมาไทต์ที่ก่อตัวในลักษณะ concretion หรือ nodule ซึ่งหมายถึงการตกตะกอนของแร่เหล็กรอบแกนกลางภายในตะกอนเนื้อละเอียด เช่น shale หรือ sandstone ที่อุดมด้วยเหล็ก กระบวนการเกิดเริ่มจากน้ำใต้ดินที่มีไอออนเหล็กละลายอยู่ไหลผ่านช่องว่างในตะกอน เมื่อสภาวะออกซิเดชันเพิ่มขึ้น เหล็กจะตกตะกอนในรูปเฮมาไทต์และค่อย ๆ สะสมเป็นชั้นบาง ๆ รอบแกนกลาง ทำให้เกิดก้อนทรงรีหรือทรงกระบอกคล้ายตอร์ปิโด ลักษณะพื้นผิวเรียบ แข็ง และมีความหนาแน่นสูง ความพิเศษของ hematite singing stones หรือ rattlesnake eggs อยู่ที่โครงสร้างภายใน ซึ่งมักมีช่องว่างขนาดเล็ก รอยแตกละเอียด หรือการจัดเรียงผลึกที่ไม่สม่ำเสมอ เมื่อก้อนเหล่านี้ถูกเขย่า เคาะ หรือกลิ้ง จะเกิดการสั่นสะเทือนภายใน ทำให้เกิดเสียงคล้ายการสั่นของหางงูหางกระดิ่ง จึงเป็นที่มาของชื่อเรียก “rattlesnake eggs” ในเชิงธรณีฟิสิกส์ เสียงดังกล่าวไม่ได้เกิดจากพลังงานลึกลับ แต่เป็นผลจากการสั่นพ้องเชิงกล (mechanical resonance) ระหว่างโครงสร้างภายในของก้อนเฮมาไทต์กับการเคลื่อนไหวภายนอก สำหรับคำว่า “magnet” ที่ใช้เรียกในเชิงการค้าและความเชื่อ แม้เฮมาไทต์บริสุทธิ์จะไม่ใช่แม่เหล็กแรงสูง แต่เฮมาไทต์บางชนิดอาจมีแร่แม่เหล็ก เช่น แมกนีไทต์ (magnetite) ปะปนอยู่ในระดับจุลภาค ทำให้เกิดการตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กอ่อน ๆ และถูกเรียกในเชิงสามัญว่า magnet ในด้านแหล่งกำเนิด เฮมาไทต์ลักษณะนี้มักพบในพื้นที่ที่เคยเป็นแอ่งตะกอนโบราณหรือสภาพแวดล้อมทะเลตื้นและแอ่งน้ำภายในทวีป ซึ่งมีการไหลเวียนของน้ำใต้ดินที่อุดมด้วยเหล็ก การผุพังและการกัดเซาะของหินโดยรอบในเวลาต่อมาจะทำให้ก้อนเฮมาไทต์ที่แข็งกว่าโผล่ออกมาแยกจากชั้นหินแม่ ในภาพรวม hematite singing หรือ torpedo stones จึงเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการตกตะกอน การออกซิเดชันของเหล็ก และการแปรสภาพทางกายภาพในระยะยาว ลักษณะที่สามารถ “เกิดเสียง” ได้เป็นคุณสมบัติทางโครงสร้าง ไม่ใช่พลังเหนือธรรมชาติ แต่ด้วยรูปทรง ความแข็งแรง และพฤติกรรมที่แปลกตา วัตถุชนิดนี้จึงถูกนำไปตีความและให้คุณค่าเชิงสัญลักษณ์ในวัฒนธรรมและความเชื่อควบคู่กับคำอธิบายทางธรณีวิทยาอย่างแพร่หลาย
โกฏิ เป็นชื่อมาตรานับ เท่ากับ 10 ล้าน โกฏิปีจึงเท่ากับ 10 ล้านปี

2) เหล็กไหลเจ้าป่า
เหล็กไหลเจ้าป่า หรือ พญาสมิงเหล็ก และ เหล็กไหลตาแรด มักเป็นก้อนกลม หรือรี ผิวเรียบ สีดำสนิทหรือดำมันวาวคล้ายนิล บางชิ้นมีความเงาเหมือนตาแรดหรือ หินออบซิเดียน เมื่อกระทบแสงจะดูดกลืนแสงมากกว่าสะท้อน ทำให้ดูลึกลับและทรงพลัง ในด้านฤทธิ์กล่าวว่ามีฤทธิ์แรง สามารถกินดินปืน กินพลังงานไฟฟ้า ดับความร้อนและพิษร้ายทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพิษไฟ พิษสัตว์ หรือพิษอาถรรพ์ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ด้านล่องหน หายตัว รวมถึงป้องกันภูตผีปีศาจ สิ่งลี้ลับ สำหรับสถานที่พบ เหล็กไหลเจ้าป่ามักถูกเล่าขานว่าพบในพื้นที่ป่าลึก ภูเขา ถ้ำ หรือแหล่งแร่เก่า โดยเฉพาะบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์และเชื่อว่าเป็นเขตพลังของเจ้าป่าเจ้าเขา

ในทางธรณีวิทยา เหล็กไหลเจ้าป่า หมายถึง แร่แมกนีไทต์ (Magnetite) หรือ แร่เหล็กดำ มีสูตรเคมีคือ Fe₃O₄ จัดเป็นแร่ออกไซด์ของเหล็กที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในเชิงวิชาการและเศรษฐกิจ ลักษณะทางกายภาพ มีสีดำ วาวแบบโลหะถึงกึ่งโลหะ ความแข็ง 5.5–6.5 ตามสเกลของโมห์ และมีความถ่วงจำเพาะสูง 4.6–5.2 มีสมบัติเป็น แม่เหล็กตามธรรมชาติ (natural magnetism) ในด้านการกำเนิด แร่แมกนีไทต์มักเกิดในสภาพแวดล้อมอุณหภูมิสูง โดยสัมพันธ์กับกระบวนการทางหินอัคนีและหินแปร สามารถพบได้ในหินอัคนีแทรกซอน เช่น แกรนิต ไดออไรต์ และแกบโบร รวมถึงหินอัคนีภูเขาไฟ เช่น บะซอลต์ ซึ่งแมกนีไทต์ตกผลึกจากแมกมาที่อุดมด้วยเหล็ก นอกจากนี้ยังพบได้ในหินแปร โดยเฉพาะหินอ่อนและหินไนส์ที่เกิดจากการแปรสภาพของหินตะกอนหรือหินอัคนีภายใต้อุณหภูมิและความดันสูง กระบวนการไฮโดรเทอร์มอลก็เป็นอีกแหล่งกำเนิดสำคัญ ในประเทศไทยพบได้ในหลายจังหวัดที่มีแหล่งแร่เหล็กสำคัญ เช่น ลพบุรี นครสวรรค์ เลย ชลบุรี ระยอง กระบี่ และนครศรีธรรมราช ซึ่งสัมพันธ์กับโครงสร้างธรณีวิทยาแบบหินอัคนีและหินแปรในพื้นที่เหล่านั้น
3) เหล็กไหลเพลิง
เหล็กไหลเพลิง หรือที่เรียกกันในวงการว่า เหล็กประสานกาย เป็นวัตถุในกลุ่มความเชื่อเรื่องเหล็กไหลที่ถูกจัดให้อยู่ในสายพลังธาตุไฟและธาตุชีวิต โดยชื่อเรียกสะท้อนถึงคุณสมบัติด้านพลัง ความร้อน และการคุ้มครอง ลักษณะปรากฏของเหล็กไหลเพลิงตามคำบอกเล่ามักเป็นก้อนหรือชิ้นแร่ขนาดเล็กถึงกลาง มีสีแดงเข้มคล้ายสีเลือด สีเนื้อใสอมแดง หรือสีแดงอิฐมอญ ซึ่งในสายความเชื่อถือว่าสีแดงอิฐมอญเป็นระดับพลังที่อ่อนกว่า ผิวอาจมันวาวหรือกึ่งด้าน บางชิ้นดูคล้ายโลหะผสานกับเนื้อแร่โปร่งแสงเล็กน้อย ผู้ศรัทธามองว่าสีแดงเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของพลังไฟ พลังชีวิต และการปกป้องตัวตน เหล็กไหลเพลิงถูกเชื่อมโยงกับการ “ประสานกาย” คือการกลมกลืนพลังของวัตถุกับร่างกายและจิตของผู้ครอบครอง ในด้านฤทธิ์และสรรพคุณตามความเชื่อ เหล็กไหลเพลิงถูกกล่าวว่ามีความสามารถในการสร้างภาพมายาเพื่อป้องกันตัวเองและเจ้าของ ทำให้ศัตรูหรืออันตรายมองเห็นผิดพลาด อีกทั้งยังมีฤทธิ์ด้านล่องหนหายตัว แคล้วคลาดจากเหตุร้าย ป้องกันภูตผีปีศาจ และสิ่งลี้ลับต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเชื่อว่าสามารถป้องกันไข้ป่า ดับพิษร้อน พิษไฟ กินดินปืน และเสริมคุณด้านมหาอุดคงกระพัน กันสัตว์มีพิษทุกชนิด ความเชื่อบางสายระบุว่าเหล็กไหลเพลิงชอบน้ำผึ้ง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการหล่อเลี้ยงพลังธาตุไฟและธาตุชีวิตของวัตถุ สำหรับสถานที่พบ เหล็กไหลเพลิงมักไม่ระบุแหล่งกำเนิดชัดเจนในเชิงวิชาการ แต่ตามคำบอกเล่ามักเกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าเขา ภูเขาไฟเก่า แหล่งแร่ หรือบริเวณที่มีพลังธาตุรุนแรง การได้มามักถูกอธิบายว่าเกิดจากวาสนาและจังหวะชีวิตที่สอดคล้องกัน โดยรวมแล้ว เหล็กไหลเพลิงหรือเหล็กประสานกายเป็นภาพสะท้อนของความเชื่อเรื่องพลังไฟ การปกป้อง และการหลอมรวมระหว่างมนุษย์กับพลังธรรมชาติ ซึ่งยังคงมีบทบาทในโลกทัศน์ทางจิตวิญญาณของสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน

จากมุมมองทาง ธรณีวิทยา ตัวอย่างหินและแร่ที่ปรากฏในภาพสามารถอธิบายได้ว่าเป็นวัสดุที่มีเหล็กเป็นองค์ประกอบสูง ซึ่งน่าจะอยู่ในกลุ่ม แร่เหล็กเกรดต่ำ (low-grade iron ore) หรือ เฟอร์ริครีต (ferricrete) มากกว่าจะเป็นวัสดุจากอุกกาบาตเหล็ก ลักษณะพื้นผิวที่เห็นได้ชัดคือความเป็นปุ่มปม ผิวพรุน มีหลุมเล็ก ๆ และรูปทรงมนคล้ายฟองหรือพวงองุ่น ซึ่งในทางธรณีวิทยาเรียกว่าโครงสร้างแบบ botryoidal หรือ mammillary โครงสร้างลักษณะนี้พบได้ทั่วไปในแร่กลุ่มออกไซด์และไฮดรอกไซด์ของเหล็ก เช่น เฮมาไทต์ (hematite) และ ลิโมไนต์ (limonite) โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมบนบกที่มีการผุพังและการสะสมตัวของเหล็กอย่างต่อเนื่อง กระบวนการเกิดเริ่มจากการผุพังทางเคมีของหินต้นกำเนิดที่มีแร่เหล็ก เมื่อเหล็กถูกชะละลายโดยน้ำฝนหรือน้ำใต้ดิน จะอยู่ในรูปสารละลาย และเมื่อสภาวะทางเคมีเปลี่ยนแปลง เช่น ค่า pH เพิ่มขึ้นหรือสภาพออกซิเดชันสูงขึ้น เหล็กจะตกตะกอนเป็นแร่เหล็กออกไซด์หรือไฮดรอกไซด์ เคลือบและสะสมตัวเป็นชั้นบาง ๆ รอบเม็ดตะกอนหรือพื้นผิวเดิม การตกตะกอนซ้ำ ๆ ทำให้เกิดผิวที่เป็นปุ่มมนและลักษณะคล้ายหยดหรือฟองแข็งตัวตามที่เห็น ในกรณีของเฟอร์ริครีต กระบวนการนี้มักเกิดในเขตร้อนหรือกึ่งร้อน ซึ่งมีการผุพังรุนแรงและมีน้ำไหลเวียนสูง เหล็กออกไซด์จะทำหน้าที่เป็นตัวประสาน (cement) เชื่อมกรวด ทราย หรือเศษหินเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นชั้นหินแข็ง สีที่พบมักเป็นน้ำตาลแดง แดงคล้ำ หรือดำ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของแร่เหล็กออกไซด์ นอกจากนี้ เม็ดกลมเล็ก ๆ ที่ปรากฏในภาพด้านล่างขวา มีลักษณะสอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า iron concretions หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “iron berries” ซึ่งเป็นก้อนกลมขนาดเล็กที่เกิดจากการตกตะกอนของเหล็กรอบแกนกลาง เช่น เม็ดทราย เศษเปลือก หรืออินทรียวัตถุภายในชั้นตะกอน การเจริญเติบโตของก้อนเหล่านี้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอทุกทิศทาง จึงให้รูปทรงค่อนข้างกลมและผิวมน เมื่อชั้นตะกอนโดยรอบถูกกัดเซาะ ก้อนเหล่านี้จะหลุดออกมาและสะสมรวมกันเป็นกลุ่ม สิ่งสำคัญคือ ลักษณะทั้งหมดที่กล่าวมานี้แตกต่างจากอุกกาบาตเหล็กอย่างชัดเจน เนื่องจากอุกกาบาตเหล็กมักมีโครงสร้างโลหะหนาแน่น มีลวดลายผลึกแบบ Widmanstätten และไม่แสดงโครงสร้างแบบ botryoidal หรือการประสานกรวดเช่นนี้ ดังนั้น โดยสรุป ตัวอย่างในภาพจึงสะท้อนถึงกระบวนการสะสมและผุพังของเหล็กบนผิวโลก เป็นหลักฐานของกระบวนการธรณีเคมีและตะกอนบนบก มากกว่าการกำเนิดจากนอกโลก และมีคุณค่าในฐานะตัวอย่างของวิวัฒนาการภูมิประเทศและแร่เหล็กในสภาพแวดล้อมภาคพื้นดินอย่างชัดเจน
4) เหล็กไหลเงินยวง
เหล็กไหลเงินยวง หรือ เหล็กไหลชีปะขาว มักเป็นก้อนแร่สีเงินขาว แวววาวสะท้อนแสง ผิวดูเรียบลื่น บางครั้งปรากฏเป็นยวงหรือหยดคล้ายปรอทที่แข็งตัว เหล็กไหลเงินยวงถูกกล่าวว่าไม่ชอบน้ำผึ้งเหมือนเหล็กไหลบางชนิด แต่โปรดแสงจันทร์ โดยเฉพาะแสงจันทร์ในคืนฟ้าเปิด ด้านฤทธิ์ เหล็กไหลชีปะขาวมีความสามารถในการสร้างภาพลวงตา ปรับอุณหภูมิภายในร่างกาย ช่วยลดความร้อน ความเครียด และความไม่สมดุลของธาตุ สำหรับสถานที่พบ ตามตำนานระบุว่าเหล็กไหลเงินยวงอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นจัด เช่น แถบเทือกเขาหิมาลัย เนปาล ธิเบต และดินแดนที่มีหิมะปกคลุมตลอดปี การพบมักเกิดจากผู้ปฏิบัติธรรม นักบวช หรือผู้ที่เชื่อว่ามีบุญสัมพันธ์กับพลังธาตุเย็น

ในทางธรณีวิทยา เหล็กไหลเงินยวง คือ แร่พลวง (Antimony) เป็นธาตุโลหะกึ่งโลหะ (metalloid) ที่มีสัญลักษณ์เคมี Sb โดยแร่พลวงที่สำคัญและพบได้มากที่สุดในธรรมชาติคือ สติบไนต์ (Stibnite: Sb₂S₃) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มแร่ซัลไฟด์ ลักษณะทางกายภาพเป็นผลึกยาวเรียว ทรงแท่งหรือเข็ม เรียงตัวเป็นกลุ่มคล้ายพัดหรือกระจุก มีสีเทาเงินถึงเทาดำ วาวโลหะเด่นชัด เนื้อแร่ค่อนข้างอ่อน เปราะ แตกง่าย และมีความถ่วงจำเพาะสูงเมื่อเทียบกับแร่ทั่วไป การกำเนิดของแร่พลวงส่วนใหญ่สัมพันธ์กับ กระบวนการไฮโดรเทอร์มอล (hydrothermal process) โดยเกิดจากสารละลายร้อนใต้ผิวโลกที่อุดมด้วยกำมะถันและโลหะ เมื่อสารละลายเหล่านี้ไหลผ่านรอยแตก รอยเลื่อน หรือโพรงในหินต้นกำเนิด เช่น หินอัคนีหรือหินแปร และเมื่ออุณหภูมิ ความดัน หรือสภาพเคมีเปลี่ยนแปลง แร่สติบไนต์จะตกตะกอนและตกผลึกออกมา มักพบร่วมกับแร่โลหะอื่น ๆ เช่น ควอตซ์ แคลไซต์ ไพไรต์ กาเลนา และสฟาเลอไรต์ ในระดับภูมิภาค แหล่งแร่พลวงกระจายตัวในหลายส่วนของโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน รัสเซีย โบลิเวีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทย แร่พลวงพบได้ในหลายจังหวัด เช่น กาญจนบุรี ตาก แม่ฮ่องสอน ลำปาง และสุราษฎร์ธานี ซึ่งสัมพันธ์กับแนวโครงสร้างธรณีวิทยาและแนวรอยเลื่อนสำคัญ
5) เหล็กไหลน้ำ
เหล็กไหลน้ำ หรือ เหล็กไหลตาน้ำ มักเป็นก้อนหรือชิ้นแร่ขนาดเล็กถึงกลาง ผิวเรียบหรือกึ่งเรียบ สีดำคล้ายนิลแกมเขียว หรือสีน้ำตาลอมแดง บางชิ้นมีความมันวาวเล็กน้อย ด้านฤทธิ์กล่าวว่ามีพลังเด่นด้านการดับพิษและปรับสมดุล โดยเฉพาะพิษไฟ พิษความร้อน และพิษจากน้ำกรดหรือสารกัดกร่อน อีกทั้งยังมีฤทธิ์ด้านล่องหน หายตัว และแคล้วคลาด เหล็กไหลน้ำเชื่อว่าชอบเสพน้ำมะพร้าว สถานที่พบมักใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำธาร น้ำตก หรือถ้ำที่มีน้ำซึม โดยเฉพาะบริเวณแถบภูเขาควาย ถ้ำเพียงดิน และพื้นที่จังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผูกโยงกับตำนานลุ่มน้ำโขงและพญานาค
ในทางธรณีวิทยา เหล็กไหลน้ำ คือ แร่เฮมาไทต์ (Hematite – Fe₂O₃) และ โกไทต์/ลิโมไนต์ (Goethite / Limonite – FeO(OH)) จัดเป็นแร่เหล็กกลุ่มสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในเปลือกโลก และมีบทบาททั้งในเชิงกระบวนการธรณีเคมีและธรณีเศรษฐศาสตร์ เฮมาไทต์เป็นแร่ออกไซด์ของเหล็กที่มีเหล็กอยู่ในสถานะออกซิเดชัน +3 (Fe³⁺) มีลักษณะทางกายภาพเด่นคือสีแดง น้ำตาลแดง เทาดำ หรือดำมันวาว ความแข็งประมาณ 5–6 ตามสเกลโมห์ และมีความถ่วงจำเพาะค่อนข้างสูง เฮมาไทต์สามารถเกิดได้ในหลายสภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยา ทั้งในหินอัคนี หินแปร และหินตะกอน โดยเฉพาะในรูปของชั้นแร่เหล็กแถบชั้น (banded iron formation: BIF) ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของบรรยากาศโลกยุคดึกดำบรรพ์ นอกจากนี้ยังเกิดจากกระบวนการไฮโดรเทอร์มอล และการผุพังออกซิเดชันของแร่เหล็กชนิดอื่น เมื่อเหล็กถูกออกซิไดซ์อย่างสมบูรณ์ในสภาพแวดล้อมแห้งหรือมีออกซิเจนสูง จะเอื้อต่อการก่อตัวของเฮมาไทต์ ในทางตรงกันข้าม โกไทต์ (Goethite – FeO(OH)) และ ลิโมไนต์ (Limonite) ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มของแร่เหล็กไฮดรอกไซด์ มักเกิดในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำและความชื้นสูง โกไทต์เป็นแร่ที่มีโครงสร้างผลึกชัดเจน ขณะที่ลิโมไนต์ไม่ใช่แร่เดี่ยว แต่เป็นส่วนผสมของแร่ไฮดรอกไซด์ของเหล็กหลายชนิด ลักษณะทางกายภาพของโกไทต์และลิโมไนต์มักเป็นสีน้ำตาล เหลืองน้ำตาล น้ำตาลแดง หรือดำด้าน ผิวดินหรือผิวเป็นเส้นใย พบได้บ่อยในเขตผุพังของหิน (weathering zone) และในดิน laterite โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น กระบวนการเกิดของโกไทต์และลิโมไนต์มักเกี่ยวข้องกับการผุพังทางเคมีของแร่เหล็กดั้งเดิม เช่น แมกนีไทต์หรือเฮมาไทต์ เมื่อเหล็กสัมผัสน้ำและออกซิเจนในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้น เหล็กจะถูกชะล้าง ละลาย และตกตะกอนใหม่ในรูปของแร่ไฮดรอกไซด์ ทำให้เกิดการสะสมตัวเป็นก้อน (concretion) เป็นผิวเคลือบ หรือเป็นตัวประสานของตะกอนจนเกิดเฟอร์ริครีต (ferricrete) ในเชิงความสัมพันธ์ทางธรณีเคมี เฮมาไทต์มักสะท้อนสภาพแวดล้อมที่แห้งหรือมีการออกซิเดชันสูง ขณะที่โกไทต์และลิโมไนต์สะท้อนสภาพแวดล้อมที่ชื้น มีน้ำใต้ดินไหลเวียน และมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างต่อเนื่อง แร่ทั้งสองกลุ่มสามารถแปรสภาพไปมาระหว่างกันได้ตามสภาพอุณหภูมิ ความชื้น และเวลาทางธรณีวิทยา ในประเทศไทย แร่เฮมาไทต์ โกไทต์ และลิโมไนต์พบได้ทั่วไปในแหล่งแร่เหล็กหลายจังหวัด และมักปรากฏในรูปแร่เกรดต่ำหรือเป็นส่วนหนึ่งของดินลูกรัง โดยสรุป แร่เฮมาไทต์และโกไทต์/ลิโมไนต์เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการออกซิเดชัน การผุพัง และการตกตะกอนของเหล็กในธรรมชาติ เป็นตัวบันทึกสภาพแวดล้อมทางธรณีวิทยาและภูมิอากาศในอดีต และเป็นพื้นฐานสำคัญของวัฏจักรเหล็กในระบบโลก
6) เหล็กไหลเปียก
เหล็กไหลเปียก หรือที่เรียกกันว่า เหล็กเปียก เป็นวัตถุในกลุ่มความเชื่อเรื่องเหล็กไหลที่ถูกจัดให้อยู่ในสายพลังความชื้นและธาตุน้ำ ลักษณะปรากฏตามคำบอกเล่ามักเป็นก้อนหรือชิ้นแร่ที่มีผิวเรียบหรือกึ่งเรียบ สีออกเงินขาวคล้ายเหล็กไหลเงินยวง แต่สามารถเปลี่ยนเป็นสีดำหรือดำหม่นได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงหรือเมื่อเวลาผ่านไป ผิวของเหล็กเปียกมักให้ความรู้สึกเย็น ชื้น หรือเหมือนมีไอน้ำเคลือบอยู่ตลอด บางชิ้นดูมันวาวราวกับโลหะที่เปียกน้ำ ผู้ศรัทธามองว่าการเปลี่ยนสีและความรู้สึกชื้นนี้เป็นสัญญาณของพลังที่ตอบสนองต่อสภาพอากาศและความชื้นรอบตัว ในด้านฤทธิ์และสรรพคุณตามความเชื่อ เหล็กไหลเปียกถูกกล่าวว่ามีความสามารถในการป้องกันฟ้าผ่าและพลังไฟจากฟากฟ้า เชื่อว่าสามารถรวมความชื้นในอากาศไว้รอบตัว ทำให้บรรยากาศเย็นและชุ่มขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ ความเชื่อนี้นำไปสู่การกล่าวว่าเหล็กเปียกสามารถทำให้ดินปืนหรือวัตถุไวไฟเกิดความชื้น ลดความสามารถในการติดไฟ และช่วยป้องกันอันตรายจากการระเบิดหรือเพลิงไหม้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังคุ้มครองด้านธาตุไฟและฟ้าผ่า รวมถึงการป้องกันภัยที่เกี่ยวข้องกับความร้อนและประกายไฟ สำหรับสถานที่พบ เหล็กไหลเปียกมักไม่มีการระบุแหล่งกำเนิดที่ชัดเจนในเชิงวิชาการ แต่ตามคำบอกเล่ามักเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่มีความชื้นสูง เช่น ป่าเขา ถ้ำ ลำธาร น้ำตก หรือบริเวณที่มีหมอกและฝนตกชุก การพบมักเกิดจากการเดินป่า สำรวจถ้ำ หรือการพบโดยบังเอิญในพื้นที่ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำ ผู้ศรัทธาเชื่อว่าเหล็กเปียกจะปรากฏแก่ผู้ที่มีจังหวะชีวิตสอดคล้องกับพลังธาตุน้ำและความชื้นเท่านั้น โดยรวมแล้ว เหล็กไหลเปียกหรือเหล็กเปียกเป็นภาพสะท้อนของความเชื่อเรื่องพลังความชื้น การป้องกันภัยจากฟ้าและไฟ และความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ สภาพอากาศ และจิตศรัทธาของมนุษย์ ซึ่งยังคงถูกเล่าขานและให้คุณค่าในโลกความเชื่อของไทยจนถึงปัจจุบัน
7) เหล็กไหลงอก
เหล็กไหลงอก หรือ เหล็กไหลงอกเจ็ดสีเขาอึมครึม หรือ เหล็กไหล 7 สี หรือ แร่เหล็กไหลงอกฉัพพรรณรังสี หรือ ตับเหล็กเมืองลอง (จังหวัดแพร่) มักเป็นก้อนหรือชิ้นแร่ที่มีผิว “งอก” เป็นตุ่มเล็ก ๆ คล้ายเม็ดไข่ปลา เรียงตัวซ้อนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ สีพื้นมักเป็นสีดำอมเขียว แต่สามารถปรากฏสีสันหลากหลายภายในก้อนเดียว ด้านฤทธิ์และสรรพคุณตามความเชื่อ เหล็กไหลงอกถูกยกย่องว่ามีคุณด้านบรรดาลโชคลาภ นำพาความโชคดี และเสริมดวงชะตาให้ผู้ครอบครองมีความเจริญก้าวหน้า ทั้งด้านการงาน การเงิน และชีวิตโดยรวม อีกทั้งยังมีความเชื่อด้านการป้องกันและรักษา โดยเฉพาะเมื่อถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย เชื่อว่าสามารถนำด้านหลังของเหล็กไหลมาฝนและใช้ใส่แผลเพื่อแก้พิษและบรรเทาอาการปวดได้ เหล็กไหลงอกยังมีความเชื่อเฉพาะว่าไม่กินดินปืนและฟอสฟอรัส แต่ชอบเสพน้ำผึ้ง และสามารถกินหรือดูดซับพลังงานไฟฟ้า ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการหล่อเลี้ยงพลังภายใน สำหรับสถานที่พบ มีการกล่าวถึงหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เช่น เขาอึมครึม จังหวัดกาญจนบุรี เกาะล้าน พัทยา อำเภอลอง จังหวัดแพร่ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ พื้นที่ชายแดนไทย–พม่า และจังหวัดนครศรีธรรมราช การกระจายตัวของแหล่งพบเหล่านี้ยิ่งเสริมภาพลักษณ์ของเหล็กไหลงอกในฐานะวัตถุหายากที่ผูกโยงกับภูมิประเทศและพลังธรรมชาติ โดยรวมแล้ว เหล็กไหลงอกเป็นตัวแทนของความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ พลังธาตุ และโชคลาภ ที่สะท้อนการผสมผสานระหว่างธรรมชาติ แร่ และจิตศรัทธาของผู้คนในวัฒนธรรมไทยอย่างชัดเจน
แร่เทอไกต์ (Turgite) เป็นชื่อที่ใช้เรียกแร่เหล็กออกไซด์ชนิดหนึ่งในเชิงประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยา โดยทั่วไปถือว่าไม่ใช่แร่เดี่ยวที่มีโครงสร้างผลึกเฉพาะของตนเอง แต่เป็น ส่วนผสมหรือรูปแบบหนึ่งของเฮมาไทต์ (Hematite – Fe₂O₃) ที่มีน้ำหรือไฮดรอกซิลเจือปน และมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มแร่เหล็กออกไซด์–ไฮดรอกไซด์ร่วมกับโกไทต์และลิโมไนต์ ในอดีตคำว่า Turgite ถูกใช้เพื่ออธิบายแร่เหล็กที่มีสีแดงเข้มถึงแดงน้ำตาล มีผิวมันวาวหรือมันคล้ายโลหะ และมักเกิดในสภาพแวดล้อมที่แร่เหล็กกำลังเปลี่ยนสภาพจากรูปแบบที่มีน้ำไปสู่รูปแบบออกไซด์ที่เสถียรกว่า ในทางโครงสร้างแร่ เทอไกต์ไม่มีสูตรเคมีตายตัวเหมือนแร่เดี่ยว แต่โดยทั่วไปมีองค์ประกอบใกล้เคียง Fe₂O₃ พร้อมน้ำในปริมาณเล็กน้อย จึงมักถูกมองว่าเป็นเฮมาไทต์ชนิดหนึ่งที่ยังคงมีลักษณะการเกิดแบบแร่ทุติยภูมิ
ในเชิงการกำเนิด เทอไกต์มักเกิดจาก กระบวนการออกซิเดชันและการผุพังทางเคมีของแร่เหล็กที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบ เช่น โกไทต์หรือแร่ในกลุ่มลิโมไนต์ เมื่อแร่เหล่านี้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนสูง อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง หรือมีการระเหยของน้ำอย่างต่อเนื่อง เหล็กจะค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะไปสู่รูปแบบออกไซด์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดแร่ที่มีลักษณะกึ่งกลางระหว่างโกไทต์กับเฮมาไทต์ ซึ่งในอดีตถูกเรียกว่าเทอไกต์ แร่ชนิดนี้มักพบในเขตผุพังของแหล่งแร่เหล็ก เขต laterite เขตลูกรัง รวมถึงบริเวณรอยแตกของหินที่มีน้ำใต้ดินไหลผ่าน
ลักษณะทางกายภาพของเทอไกต์โดยทั่วไปคือมีสีแดงเข้ม แดงน้ำตาล หรือแดงคล้ำ บางครั้งออกแดงม่วง ผิวอาจเรียบ มันวาว หรือมีลักษณะเป็นแผ่นบางหรือเป็นก้อนแน่น เนื้อแร่มีความแข็งใกล้เคียงเฮมาไทต์ และให้รอยขีดสีแดงถึงแดงน้ำตาล ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของแร่เหล็กออกไซด์ ในบางกรณีเทอไกต์อาจปรากฏในรูปของก้อนแร่หรือการเคลือบผิวบนแร่ชนิดอื่น ทำให้ดูเหมือนมีชั้นบาง ๆ ของแร่เหล็กสีแดงทับอยู่ด้านนอก
ในบริบททางธรณีวิทยาสมัยใหม่ คำว่าเทอไกต์ถูกใช้น้อยลง เนื่องจากนักแร่ศาสตร์มักจัดแร่ชนิดนี้รวมอยู่ในกลุ่มเฮมาไทต์หรือเฮมาไทต์ที่มีน้ำเจือ (hydrous hematite) มากกว่าการแยกเป็นชนิดเฉพาะ อย่างไรก็ตาม การศึกษาเทอไกต์ยังมีความสำคัญในแง่ของการทำความเข้าใจ ลำดับการเปลี่ยนแปลงของแร่เหล็กในกระบวนการผุพัง การตกตะกอน และการวิวัฒนาการของแหล่งแร่เหล็กทุติยภูมิ ซึ่งช่วยให้นักธรณีวิทยาสามารถประเมินสภาพแวดล้อมการเกิดแร่และประวัติทางธรณีเคมีของพื้นที่ได้อย่างละเอียดมากขึ้น
8) เหล็กไหลทรหด
เหล็กไหลทรหด เป็นวัตถุในกลุ่มความเชื่อเกี่ยวกับเหล็กไหลที่ถูกกล่าวถึงว่าอยู่ในสายพลังแข็งแกร่ง อดทน และมั่นคง ตามชื่อที่ใช้เรียกในวงการ ลักษณะปรากฏของเหล็กไหลทรหดมักไม่ได้มีการระบุชัดเจนในเชิงรูปทรงหรือสีสันเหมือนเหล็กไหลบางชนิด แต่โดยทั่วไปผู้ศรัทธามักอธิบายว่าเป็นก้อนหรือชิ้นแร่ที่ดูแข็ง หนักแน่น ให้ความรู้สึกทนทาน สงบนิ่ง และมีพลังสะสมสูง ผิวอาจเรียบหรือหยาบเล็กน้อย สีมักอยู่ในโทนเข้ม เช่น ดำ เทาเข้ม หรือดำอมเขียว โดยไม่เน้นความแวววาวหรือสีรุ้ง แต่เน้นความรู้สึก “แน่น หนัก และอึด” ซึ่งสอดคล้องกับชื่อทรหด ในด้านฤทธิ์และสรรพคุณตามความเชื่อ เหล็กไหลทรหดถูกจัดว่ามีฤทธิ์ใกล้เคียงกับเหล็กไหลงอก โดยเฉพาะด้านมหาอุดและการคุ้มครอง เชื่อว่าสามารถช่วยป้องกันอันตราย เสริมความมั่นคงให้แก่ผู้ครอบครอง และช่วยให้จิตใจแข็งแรง ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเด่นด้านการช่วยเจริญกรรมฐานและเพิ่มกำลังจิต เหมาะสำหรับผู้ที่ฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรม หรือทำงานที่ต้องใช้พลังใจและความอดทนสูง เหล็กไหลทรหดยังถูกมองว่าเป็นวัตถุที่ช่วยเสริมสมาธิ ความนิ่ง และความแน่วแน่ ทำให้จิตตั้งมั่นและไม่ฟุ้งซ่าน ตามความเชื่อ เหล็กไหลทรหดชอบเสพน้ำผึ้งและแสงจันทร์ ซึ่งถือเป็นการบำรุงพลังและรักษาสภาพของเหล็กไหลให้คงฤทธิ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะแสงจันทร์ในคืนพระจันทร์เต็มดวงที่เชื่อว่าเป็นพลังบริสุทธิ์และสงบ สำหรับสถานที่พบ แม้จะไม่มีการระบุแหล่งที่ชัดเจน แต่โดยทั่วไปมักเชื่อมโยงกับพื้นที่ธรรมชาติที่มีความสงบและพลังสูง เช่น ป่าเขา ถ้ำ หรือสถานที่เร้นลับ เหล็กไหลทรหดจึงสะท้อนความเชื่อเรื่องพลังแห่งความอดทน ความมั่นคง และการฝึกจิต ซึ่งผสานธรรมชาติ แร่ และการปฏิบัติทางจิตวิญญาณเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนในโลกทัศน์ความเชื่อของไทย
9) เหล็กไหลย้อย
เหล็กไหลย้อย หรือที่เรียกกันว่า ต้นกำเนิดเหล็กไหลหยด รวมถึงชื่อที่ใช้ในวงการอย่าง โคตรเหล็กไหล เป็นวัตถุในกลุ่มความเชื่อด้านแร่ศักดิ์สิทธิ์ที่ผูกโยงกับพลังของภูเขา ป่า และสถานที่เร้นลับ ลักษณะปรากฏตามคำบอกเล่ามักมีรูปทรงคล้ายหยดน้ำตาเทียนที่ถูกไฟลนให้ย้อยลงมา ขนาดมีตั้งแต่เล็กเท่าปลายนิ้วไปจนถึงชิ้นใหญ่หลายเซนติเมตร ผิวอาจเรียบหรือมีคลื่นย่นตามแนวการย้อย สีสันหลากหลาย เช่น สีดำ สีดำอมแดง สีรุ้งเหลือบแสง และบางชิ้นปรากฏสีน้ำเงินเข้ม เมื่อกระทบแสงจะให้ประกายแปลกตา ราวกับยังคงมีการเคลื่อนไหวหรือพลังสะสมอยู่ภายใน ลักษณะ “ย้อย” นี้ถูกตีความว่าเป็นผลจากการกำเนิดโดยธรรมชาติในถ้ำหรือซอกหิน ซึ่งผู้ศรัทธาเชื่อว่าเป็นการหยดตัวของพลังแร่จากแหล่งกำเนิดหลัก หรือที่เรียกว่าโคตรเหล็กไหล ในด้านฤทธิ์และสรรพคุณตามความเชื่อ เหล็กไหลย้อยถูกกล่าวว่ามีวิญญาณของเจ้าป่าเจ้าเขา คนธรรพ์ หรือพวกลับที่คอยดูแลรักษาอยู่ จึงต้องปฏิบัติต่อด้วยความเคารพ เชื่อว่ามีฤทธิ์ทางคุ้มครองสูง เป็นมหาอุด คงกระพัน ทำให้หนังเหนียว แคล้วคลาดจากอันตราย และป้องกันภูตผีปีศาจหรือพลังอัปมงคลได้ นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าสามารถล่องหนหรือหายตัวได้ในเชิงพลัง ช่วยปกปิดเจ้าของจากภัยร้าย เหล็กไหลย้อยยังถูกกล่าวว่าชอบเสพน้ำผึ้ง ซึ่งถือเป็นการบำรุงและแสดงความเคารพต่อพลังที่สถิตอยู่ภายใน สำหรับสถานที่พบ มีการกล่าวถึงพื้นที่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญ รวมถึงพื้นที่ป่าเขาและถ้ำในภูมิภาคใกล้เคียง การพบมักเกิดจากการสำรวจป่า ถ้ำ หรือการพบโดยบังเอิญ ซึ่งผู้ศรัทธาเชื่อว่าเป็นผลจากบุญสัมพันธ์และการยอมรับจากผู้ดูแลสถานที่นั้น เหล็กไหลย้อยและโคตรเหล็กไหลจึงสะท้อนโลกทัศน์ที่ผสมผสานธรรมชาติ แร่ และจิตวิญญาณเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมความเชื่อของไทย
- ธรณีวิทยา : –
10) เหล็กไหลหยด
เหล็กไหลหยด หรือ เหล็กหยด หรือ เหล็กหลบ มีรูปทรงคล้ายหยดน้ำตาเทียน ผิวนอกมักมีสีดำด้าน มีรูพรุนหรือกลวง น้ำหนักเบากว่าที่คาด ในด้านฤทธิ์และสรรพคุณ เหล็กไหลหยดถูกจัดอยู่ในสายคุ้มครองและอำนาจ โดยเชื่อว่ามีฤทธิ์ทางมหาอุด คงกระพัน ทำให้หนังเหนียว แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง อีกทั้งยังเชื่อว่าสามารถป้องกันภูตผีปีศาจ สิ่งอัปมงคล สำหรับสถานที่พบ มักไม่มีการระบุแหล่งที่แน่นอนอย่างชัดเจน แต่ตามคำบอกเล่ามักเกี่ยวข้องกับพื้นที่ธรรมชาติ เช่น ป่าเขา ถ้ำ
11) เหล็กไหลบุดดำบุดแดง
เหล็กไหลบุดดำบุดแดง หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า เหล็กหลบ เป็นวัตถุในกลุ่มความเชื่อพื้นบ้านที่ผูกโยงกับพลังแร่และพลังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะพื้นที่ถ้ำและภูเขาหินปูน ลักษณะปรากฏตามคำบอกเล่ามักเป็นก้อนหรือชิ้นแร่ที่มีผิวไม่เรียบ เป็นปุ่มเป็นปม หรือเป็นเม็ดบุดเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วพื้นผิว สีของวัตถุมักสลับระหว่างสีดำคล้ำ แดงน้ำตาล หรือแดงเข้ม บางชิ้นมีสองสีอยู่ร่วมกันในก้อนเดียว ทำให้ดูแปลกตาและแตกต่างจากหินทั่วไป เนื้อวัสดุโดยรวมแข็ง หนักมือ ผิวอาจด้านหรือมันวาวเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับชนิดของแร่ที่เป็นองค์ประกอบ ผู้ศรัทธามองว่าลักษณะ “บุดดำบุดแดง” เป็นสัญลักษณ์ของพลังที่ผสมผสานกันระหว่างธาตุดินและธาตุไฟ ขณะที่ชื่อ “เหล็กหลบ” สะท้อนความเชื่อว่าวัตถุชนิดนี้มักปรากฏและหายไปตามจังหวะหรือวาสนาของผู้พบ ในด้านฤทธิ์และสรรพคุณตามความเชื่อ เหล็กไหลบุดดำบุดแดงถูกยกย่องว่าเป็นวัตถุเสริมดวง เพิ่มบารมี และนำโชคลาภมาสู่ผู้ครอบครอง เชื่อว่าช่วยให้ชีวิตพบโอกาสดี มีทรัพย์ มีลาภ และมีความเจริญก้าวหน้า นอกจากนี้ยังมีความเชื่อด้านการคุ้มครองอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการแคล้วคลาดจากอันตราย ป้องกันคุณไสย มนต์ดำ และพลังอัปมงคลจากผู้ไม่หวังดี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงทางจิตใจและการป้องกันตัวในเชิงพลัง สำหรับสถานที่พบ มีการระบุชัดเจนว่ามักพบในบริเวณถ้ำของจังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีภูมิประเทศแบบคาสต์ หินปูน ถ้ำ และน้ำใต้ดินจำนวนมาก การพบมักเกิดจากการสำรวจถ้ำ การเดินป่า หรือการพบโดยบังเอิญในพื้นที่ที่เชื่อว่าเป็นจุดพลังธรรมชาติ ผู้ศรัทธามักเชื่อว่าวัตถุชนิดนี้จะปรากฏแก่ผู้ที่มีบุญสัมพันธ์กับสถานที่นั้นเท่านั้น โดยรวมแล้ว เหล็กไหลบุดดำบุดแดงหรือเหล็กหลบเป็นตัวแทนของการผสานระหว่างธรรมชาติ ภูมิประเทศถ้ำ และความเชื่อทางจิตวิญญาณ สะท้อนวิธีที่มนุษย์ตีความแร่และหินธรรมชาติให้มีความหมายด้านโชคลาภ บารมี และการคุ้มครองในชีวิตประจำวัน
หากอธิบาย เหล็กไหลบุดดำบุดแดง และ เหล็กหลบ ในมุมมองทาง ธรณีวิทยา โดยแยกออกจากกรอบความเชื่อ จะพบว่าคำเรียกทั้งสองนี้ไม่ใช่ชื่อแร่ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นชื่อเชิงคติชนที่ใช้เรียกวัตถุธรรมชาติบางชนิดซึ่งมีลักษณะเฉพาะด้านสี ผิว และพฤติกรรมการพบเห็นในธรรมชาติ เหล็กไหลบุดดำบุดแดงโดยทั่วไปหมายถึงวัตถุที่มีผิวขรุขระ เป็นปุ่มเป็นปม สีดำสลับแดงหรือแดงน้ำตาล ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องอย่างมากกับกลุ่ม แร่เหล็กออกไซด์และแร่เหล็กไฮดรอกไซด์ โดยเฉพาะ เฮมาไทต์ (Hematite – Fe₂O₃) ซึ่งให้สีแดงถึงน้ำตาลแดง และ โกไทต์หรือกลุ่มลิโมไนต์ (Goethite / Limonite – FeO(OH)) ซึ่งให้สีดำ น้ำตาลเข้ม หรือเหลืองน้ำตาล แร่ทั้งสองชนิดนี้มักเกิดร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่มีการผุพังของหินและมีน้ำใต้ดินไหลเวียน เหล็กที่ถูกชะละลายจากหินต้นกำเนิดจะตกตะกอนใหม่ในระดับการออกซิเดชันที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดสีสันหลากหลายภายในก้อนเดียวกัน โครงสร้างแบบ “บุด” หรือเป็นปุ่มปม มักเป็นลักษณะของการตกตะกอนแบบ botryoidal หรือ mammillary ซึ่งเป็นการเจริญเติบโตของแร่เหล็กเป็นชั้นบาง ๆ ซ้อนกันรอบแกนกลาง ส่งผลให้ผิวไม่เรียบและดูคล้ายมีการงอก ในขณะที่คำว่า เหล็กหลบ มักใช้เรียกวัตถุเหล็กหรือก้อนแร่ที่ดูเหมือนจะ “หายไปและกลับมาโผล่ใหม่” ตามฤดูกาลหรือสภาพแวดล้อม ในทางธรณีวิทยา พฤติกรรมเช่นนี้สามารถอธิบายได้ด้วยกระบวนการกัดเซาะและการทับถมของตะกอน โดยก้อนแร่เหล็กเหล่านี้มักเกิดในรูปของ concretion หรือ iron nodule ซึ่งมีความแข็งและความหนาแน่นสูงกว่าดินหรือหินโดยรอบ เมื่อดินถูกน้ำฝนหรือน้ำหลากพัดพาออก ก้อนแร่จะโผล่ขึ้นมาให้เห็น แต่เมื่อมีตะกอนใหม่ทับถม ก้อนเดียวกันก็จะถูกฝังและดูเหมือน “หลบหาย” ไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นกระบวนการปกติของภูมิประเทศ ไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนที่ของแร่เอง ในหลายพื้นที่เขตร้อน รวมถึงประเทศไทย สภาพอากาศที่มีฝนตกชุกและการผุพังทางเคมีรุนแรง เอื้อต่อการสะสมของแร่เหล็กในดินลูกรังและตะกอนน้ำพา ทำให้เกิดก้อนแร่เหล็กหลากรูปแบบซึ่งถูกตีความแตกต่างกันตามวัฒนธรรมท้องถิ่น ดังนั้น เมื่อพิจารณาในเชิงวิทยาศาสตร์ เหล็กไหลบุดดำบุดแดงและเหล็กหลบจึงไม่ใช่ธาตุพิเศษหรือโลหะมีชีวิต แต่เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการออกซิเดชัน การผุพัง การตกตะกอน และการเชื่อมประสานของเหล็กในธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ลักษณะที่แปลกตา ความแข็งแกร่ง และการปรากฏตัวที่ไม่แน่นอนในสายตามนุษย์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วัตถุเหล่านี้ถูกนำไปผูกโยงกับความเชื่อและจินตนาการ จนกลายเป็นชื่อเรียกและความหมายเฉพาะในบริบททางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับความจริงทางธรณีวิทยา
**** เหล็กไหล อื่นๆ อีกมากมาย ที่คิดเพราะเป็นเหล็กไหล
- ขื่อในวงการ : –
- ลักษณะปรากฏ : –
- ฤทธิ์ สรรพคุณ : –
- สถานที่พบ : –
- ธรณีวิทยา : –

. . .
บทความล่าสุด : www.mitrearth.org
เยี่ยมชม facebook : มิตรเอิร์ธ – mitrearth